๒. วิธีเจริญวินีลกอสุภกัมมัฏฐาน ในวินีลกอสุภกัมมัฏฐาน โยคีบุคคลพึงยังมนสิการให้เป็นไปด้วยบริกรรมว่า อสุภะน่าเกลียด อสุภะมีสีเขียวคละด้วยสีต่าง ๆ น่าเกลียด ดังนี้แหละในกัมมัฏฐานบทนี้ อุคคหนิมิต ย่อมปรากฏเป็นสีด่างพร้อยไป ส่วนปฏิภาคนิมิต ย่อมปรากฏโดยเป็นสีหนาทึบ
๓. วิธีเจริญวิปุพพกอสุภกัมมัฏฐาน ในวิปุพพกอสุภกัมมัฏฐาน โยคีบุคคลพึงยังมนสิการให้เป็นไป ด้วยบริกรรมว่า อสุภะมีหนองไหลเยิ้มน่าเกลียด อสุภะมีหนองไหลเยิ้มน่าเกลียด ดังนี้ ก็แหละในกัมมัฏฐานบทนี้ อุคคหนิมิต ย่อมปรากฏเป็นเหมือนหนองไหลอยู่ ปฏิภาคนิมิตย่อมปรากฏเป็นอาการหยุดนิ่งไม่เคลื่อนที่
๔. วิธีเจริญวิจฉัททกอสุภกัมมัฏฐาน อสุภะที่ขาดเป็นท่อน จะหาได้ก็ตรงที่บริเวณสนามรบ ที่ดงโจร ที่สุสาน หรือที่ที่พระราชาทรงรับสั่งให้ประหารพวกโจร มิฉะนั้นก็ตรงสถานที่ที่คนถูกพวกสีหะและเสือกัดขาดไว้ เพราะเหตุนั้น โยคีบุคคลไปยังสถานที่เห็นปานดังนั้นแล้ว ถ้าแม้ว่าอสุภะที่ขาดเป็นท่อนซึ่งตกอยู่ในทิศต่าง ๆ มาถึงคลองจักษุได้ด้วยอาวัชชนจิตอันเดียว ข้อนี้นับว่าเป็นการดี ถ้าไม่มาก็อย่าเอามือไปจับต้องเอง เพราะเมื่อโยคีบุคคลจับต้องก็จะถึงซึ่งความเคยชินไปเสีย เพราะเหตุนั้นจึงใช้คนวัด หรือสามเณร หรือใคร ๆ อื่น ให้ทำอสุภะที่ตกอยู่ในทิศต่าง ๆ นั้นรวมเข้าในที่แห่งเดียวกัน เมื่อหาคนอื่นไม่ได้ จึงเอาไม้เท้าหรือไม้ท่อนเขี่ยเข้ามา ทำระหว่างไว้องคุลีหนึ่ง ครั้นเขียเข้ามาไว้โดยประการดังนี้แล้ว โยคีบุคคลพึงยังมนสิการให้เป็นไปด้วยบริกรรมว่า อสุภะขาดเป็นท่อนน่าเกลียด อสุภะขาดเป็นท่อนน่าเกลียด ดังนี้ ในกัมมัฏฐานบทนี้นั้น อุคคหนิมิตย่อมปรากฏเป็นดุจทะลุกลางตัว ส่วนปฏิภาคนิมิต ย่อมปรากฏเป็นร่างที่บริบูรณ์นั่นเทียว
๕. วิธีเจริญวิกฃายิตกอสุภกัมมัฏฐาน ในวิกขายตกอสุภกัมมัฏฐาน โยคีบุคคลพึงยังมนสิการให้เป็นไป ด้วยบริกรรมว่าอสุภะที่สัตว์กัดกินน่าเกลียด อสุภะที่สัตว์กัดกินน่าเกลียด ดังนี้ ก็แหละในกัมมัฏฐานบทนี้ อุคคหนิมิต ย่อมปรากฏเป็นเสมือนร่างซึ่งถูกสัตว์กัด ณ ที่นั้น ๆ ปฏิภาคนิมิตย่อมปรากฏเป็นร่างที่บริบูรณ์นั่นเทียว
๖. วิธีเจริญวิกขิตตกอสุภกัมมัฏฐาน แม้อสุภะที่กระจัดกระจาย อันโยคีบุคคลพึงใช้คนอื่นทำหรือทำเองให้ห่างระหว่างองคุลีหนึ่ง โดยนัยที่อธิบายไว้แล้วในอสุภะที่ขาดเป็นท่อนนั่นแล แล้วจึงยังมนสิการให้เป็นไปด้วยบริกรรมว่า อสุภะที่กระจัดกระจายน่าเกลียด อสุภะที่กระจัดกระจายน่าเกลียด ดังนี้ ในกัมมัฏฐานบทนี้ อุคคหนิมิต ย่อมปรากฏเป็นร่างมีระหว่างปรากฏ ส่วน ปฏิภาคนิมิต ย่อมปรากฏเป็นร่างบริบูรณ์นั่นเทียว
๗. วิธีเจริญหตวิกขิตตกอสุภกัมมัฏฐาน แม้อสุภะที่ถูกฟันกระจัดกระจาย ก็ย่อมหาได้ ณ สถานที่ทั้งหลาย ซึ่งมีประการดังอธิบายไว้แล้วในอสุภะที่ขาดเป็นท่อนนั่นแล เพราะเหตุนั้น โยคีบุคคลครั้นไปถึง ณ สถานที่นั้นแล้ว จึงใช้คนอื่นทำหรือทำเองให้ห่างระหว่างองคุลีหนึ่ง โดยนัยที่กล่าวมาแล้วนั่นเทียว แล้วจึงยังมนสิการให้เป็นไปด้วยบริกรรมว่า อสุภะที่ถูกฟันกระจัดกระจายน่าเกลียด อสุภะที่ถูกฟันกระจัดกระจายน่าเกลียด ดังนี้ ก็แหละในกัมมัฏฐานบทนี้ อุคคหนิมิต ย่อมปรากฏเหมือนมีปากแผลที่ถูกฟันปรากฏอยู่ ปฏิภาคนิมิต ย่อมปรากฏเป็นร่างที่บริบูรณ์นั่นเทียว
๘. วิธีเจริญโลหิตกอสุภกัมมัฏฐาน อสุภะที่มีโลหิตไหล ย่อมจะหาได้ในเวลาที่มันไหลออกจากปากแผลของคนผู้ได้รับการประหารในสนามรบเป็นต้น หรือในเมื่อมือและเท้าเป็นต้นถูกตัดขาด หรือในเวลาที่มันไหลออกจากปากแผลของคนมีฝีและต่อมแตก เพราะเหตุนั้น อันโยคีบุคคลครั้นเห็นโลหิตอันไหลอยู่นั้นแล้ว จึงยังมนสิการให้เป็นไป ด้วยบริกรรมว่า อสุภะมีโลหิตไหลน่าเกลียด อสุภะมีโลหิตไหลน่าเกลียด ดังนี้ ในกัมมัฏฐานบทนี้ อุคคหนิมิต ย่อมปรากฏมีอาการไหวอยู่เหมือนธงผ้าแดงที่ถูกลมพัด ส่วน ปฏิภาคนิมิตย่อมปรากฏเป็นอาการหยุดนิ่งอยู่
๙. วิธีเจริญปุฬวกอสุภกัมมัฏฐาน อสุภะที่มีหนอนเกลื่อนกลาด ย่อมมีได้ในเวลาที่หมู่หนอนชอนออกจากปากแผล ๔ แห่งของศพ โดยล่วงไปได้ ๒-๓ วัน ก็แหละ ปุฬวกอสุภะนั้น ย่อมดำรงสภาพอยู่เหมือนกองข้าวสุกแห่งข้าวสาลี มีขนาดเท่าร่างสุนัข สุนัขจิ้งจอก มนุษย์ โค กระบือ ช้าง ม้า หรืองูเหลือมเป็นต้นนั่นเทียว ในบรรดาร่างของสุนัขเป็นต้นเหล่านั้น อันโยคีบุคคลพึงยังมนสิการให้เป็นไปในร่างของสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ด้วยบริกรรมว่า อสุภะมีหนอนเกลื่อนกลาดน่าเกลียด อสุภะมีหนอนเกลื่อนกลาด น่าเกลียด ดังนี้ เป็นความจริงนิมิตในศพช้างซึ่งอยู่ภายในบึงกาฬทีฆะ ก็ได้ปรากฏแก่พระจุฬปิณฑปาติกติสสเถระ ก็แหละในกัมมัฏฐานบทนี้ อุคคหนิมิต ย่อมปรากฏเป็นเสมือนเคลื่อนไหวอยู่ ปฏิภาคนิมิต ย่อมปรากฏเป็นอาการหยุดนิ่ง เสมือนกองข้าวสุกแห่งข้าวสาลี
๑๐. วิธีเจริญอัฏฐิกอสุภกัมมัฏฐาน
อัฏฐิกอสุภะ คืออสุภะที่เป็นกระดูก พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้โดยประการต่าง ๆ โดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุนั้นจึงเห็นร่างที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นร่างกระดูกยังมีเนื้อและเลือด มีเอ็นยึดอยู่ ดังนี้ ร่างกระดูกนั้นเขาทิ้งไว้ ณ ที่ตรงไหน อันโยคีบุคคลพึงไป ณ ที่ตรงนั้นโดยนัยที่กล่าวมาแล้วในอุทธุมาตกอสุภะนั่นแล ครั้นแล้วจึงทำให้เป็นเครื่องหมายร่วมกัน ทำให้เป็นอารมณ์ร่วมกัน ด้วยอำนาจแห่งวัตถุทั้งหลายมีก้อนหินโดยรอบเป็นต้น จึงกำหนดภาวะที่เป็นเองว่า ร่างนี้เป็นกระดูก แล้วจึงถือเอาซึ่งนิมิตโดยอาการ ๑๑ อย่าง ด้วยอำนาจสีเป็นต้นต่อไป
㉧ กำหนดนิมิตโดยอาการ ๑๑ อย่าง
(๑๑๙) ก็แหละ เมื่อโยคีบุคคลดูกระดูก โดยสี ว่าขาว กระดูกนั้นก็จะไม่ปรากฏโดยเป็นสภาวะ ย่อมจะปนกับโอทาตกสิณคือกสิณสีขาวไปเสีย เพราะเหตุนั้น โยคีบุคคลพึงดูกระดูกโดยความเป็นของปฏิกูลเท่านั้น คำว่า โดยเพศ ณ ที่นี้เป็นชื่อของอวัยวะมีมือเป็นต้น เพราะเหตุนั้น โดยเพศ โยคีบุคคลพึงกำหนดด้วยสามารถแห่งมือ เท้า ศีรษะ หน้าอก แขน สะเอว ขาอ่อน และแข้ง อนึ่ง โดยสัณฐาน จึงกำหนดด้วยสามารถแห่งความยาว ความสั้น ความกลม สี่เหลี่ยม ความเล็ก และความใหญ่ ทิศ และ โอกาส มีนัยดังที่พรรณนามาแล้วนั่นแล
โดยปริจเฉท โยคีบุคคลพึงกำหนดด้วยสามารถแห่งที่สุดของกระดูกท่อนนั้น ๆ ในบรรดากระดูกเหล่านั้น ท่อนใดแลย่อมปรากฏเป็นอาการชัดแจ้ง จึงถือเอากระดูกท่อนนั้นจนบรรลุถึงซึ่งอัปปนาฌาน อนึ่ง โดยที่เว้า และ โดยที่นูน โยคีบุคคลพึงกำหนดตามที่มันเว้าและที่มันนูนของกระดูกท่อนนั้น ๆ แม้จะพึงกำหนดด้วยอำนาจแห่งสถานที่ว่า เราอยู่ที่ลุ่ม กระดูกอยู่ที่ดอน เราอยู่ที่ดอน กระดูกอยู่ที่ลุ่ม ดังนี้ก็ได้ อนึ่ง โดยที่ต่อ โยคีบุคคลพึงกำหนดอำนาจแห่งที่ ๆ กระดูก ๒ ท่อนต่อกัน โดยช่อง โยคีบุคคลพึงกำหนด ด้วยอำนาจแห่งช่องอันเป็นระหว่างของกระดูกทั้งหลายนั่นแล อนึ่ง โดยรอบ ๆ อันโยคีบุคคลพึงส่องญาณไปในร่างกระดูกทั้งหมดนั่นแล แล้วกำหนดว่ากระดูกนี้อยู่ ณ ที่ตรงนี้แม้ถึงจะได้กำหนดด้วยประการอย่างนี้แล้ว นิมิตก็มิได้ปรากฏ โยคีบุคคลพึงวางจิตไว้(สภาพโดยรวมของชิ้นนั้น) ตรงที่กระดูกหน้าผากนั่นเถิด
(๑๒๐) แหละการถือเอานิมิตโดยอาการ ๑๑ อย่างในอัฏฐิกอสุภะนี้ ฉันใด แม้ในอสุภะอื่น ๆ ข้างต้นแต่นี้ มีปุฬวกอสุภะเป็นอาทิ อันโยคีบุคคลพึงกำหนดด้วยสามารถความเหมาะสม ฉันนั้น
อนึ่ง กัมมัฏฐานบทนี้ ย่อมสำเร็จทั้งในโครงกระดูกทั้งสิ้น ทั้งในกระดูกท่อนเดียว เพราะเหตุนั้น อันโยคีบุคคลพึงถือเอาซึ่งนิมิตโดยอาการ ๑๑ อย่าง ในโครงกระดูกและกระดูกท่อนเดียวนั้นแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้ว จึงยังมนสิการให้เป็นไปด้วยบริกรรมว่า อสุภะเป็นกระดูกน่าเกลียด อสุภะเป็นกระดูกน่าเกลียด ดังนี้
🔘 ความต่างกันแห่งนิมิตทั้ง ๒
ในอัฏฐิกอสุภกัมมัฏฐานนี้ พระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ว่า ทั้งอุคคหนิมิตทั้งปฏิภาคนิมิต ย่อมเป็นเช่นเดียวกันนั่นเทียว คำของพระอรรถกถาจารย์นั้นถูกสำหรับในกระดูกท่อนเดียว ส่วนสำหรับในโครงกระดูก เมื่ออุคคหนิมิตปรากฏนั้น ปรากฏเป็นช่อง เมื่อปฏิภาคนิมิตปรากฏ ปรากฏเป็นโครงกระดูกบริบูรณ์ จึงจะถูก
อนึ่ง แม้สำหรับในกระดูกท่อนเดียว อุคคหนิมิตจึงเป็นสิ่งที่น่าหวาดเสียว น่าสะพรึงกลัว ปฏิภาคนิมิตจึงเป็นสิ่งที่ให้เกิดปีติและโสมนัส เพราะเหตุที่นำมาซึ่งอุปจารสมาธิในโอกาสนี้ คำใดที่ท่านพรรณนาไว้ในอรรถกถาทั้งหลาย คำนั้นท่านก็พรรณนาให้ช่องไว้แล้วนั่นเทียว
เป็นความจริงอย่างนั้น ในอรรถกถานั้น แม้ว่าพระอรรถกถาจารย์จะได้พรรณนาไว้แล้วว่า ในพรหมวิหาร ๔ และ อสุภะ ๑๐ ปฏิภาคนิมิตหามีไม่ เพราะในพรหมวิหาร ๔ สีมาสัมเภท (ความทำลายเขตแดน) นั่นแหละเป็นนิมิต และในอสุภะ ๑๐ ย่อมสำเร็จเป็นนิมิตในขณะเมื่อโยคีบุคคลเห็นเป็นสิ่งปฏิกูลอย่างทำไม่ให้มีข้อแม้นั่นเทียว ดังนี้ แล้วยังพรรณนาต่อไปอย่างไม่มีขีดขั้นเป็นต้นว่า นิมิตในอัฏฐิกอสุภะนี้ มี ๒ อย่าง คือ
- อุคคหนิมิต ๑
- ปฏิภาคนิมิต ๑
อุคคหนิมิตย่อมปรากฏเป็นสิ่งที่ผิดรูปผิดร่าง น่าหวาดเสียวน่าสะพรึงกลัว ดังนี้ เพราะเหตุนั้น คำใดที่ข้าพเจ้ากล่าววิจารณ์ไว้แล้ว คำนั้นนั่นแหละเป็นอันถูกต้องแล้วในอธิการแห่งอัฏฐิกอสุภะนี้
อีกประการหนึ่ง เรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องร่างกายของสตรีหมดทั้งตัวปรากฏเป็นร่างกระดูกแก่พระมหาติสสเถระ เพราะเหตุที่ได้เห็นเพียงกระดูกฟัน นับเป็นนิทัศนะอุทาหรณ์ได้ในอัฏฐิกอสุภกัมมัฏฐานนี้ด้วย ฉะนี้แล สมเด็จพระทศพลผู้ทรงมีพระคุณอันโสภา ทรงมีพระเกียรติศัพท์อันจอมแห่งเทวดาผู้มีเนตรตั้งพันดวงสรรเสริญแล้ว ได้ทรงแสดงอสุภกัมมัฏฐาน อันเป็นเหตุให้สำเร็จฌานแต่ละประการ ๆ เหล่าใดไว้ ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้ อันนักศึกษาครั้นได้ทราบอสุภกัมมัฏฐานเหล่านั้น และนัยแห่งภาวนาวิธีของอสุภกัมมัฏฐานเหล่านั้นอย่างที่พรรณนามานั้นแล้ว พึงทราบถึงซึ่งปกิณณกกถาในอสุภกัมมัฏฐานเหล่านั้นนั่นแหละให้ยิ่งขึ้นไปดังต่อไปนี้
🌼 ปกิณณกกถา
(๑๒๑) ก็แหละโยคีบุคคลผู้ได้สำเร็จฌานในอสุภกัมมัฏฐาน ๑๐ ประการนั้นข้อใดข้อหนึ่งแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่มีความประพฤติโลเลเป็นดุจดังว่าปราศจากราคะแล้ว เพราะราคะถูกข่มไว้อย่างดี แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเภทแห่งอสุภะนี้ใดที่ท่านแสดงไว้แล้ว ประเภทแห่งอสุภะนั้น นักศึกษาพึงทราบว่า ท่านแสดงไว้ด้วยอำนาความความเป็นไปแห่งสภาพของร่างศพอย่างหนึ่ง ด้วยอำนาจประเภทของราคจริตอย่างหนึ่ง
อสุภะ ๑๐ ตามสภาพของร่างศพ จริงอยู่ ร่างศพเมื่อถึงความเป็นสิ่งปฏิกูล ก็จะพึงถึงภาวะเป็นสภาพอุทธุมาตกอสุภะหรือถึงสภาพเป็นวินีลกอสุภะเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยประการฉะนี้ โยคีบุคคลสามารถที่จะได้อสุภะชนิดใด ๆ ก็พึงถือเอานิมิตในอสุภะชนิดนั้น ๆ ด้วยบริกรรมอย่างนี้ว่าอสุภะขึ้นพองน่าเกลียด อสุภะสีเขียวคละด้วยสีต่าง ๆ น่าเกลียด เป็นต้น
ฉะนี้ นักศึกษาพึงทราบว่า ประเภทอสุภะท่านแสดงไว้แล้วโดยอาการ ๑๐ อย่าง ด้วยอำนาจความเป็นไปแห่งสภาพของร่างศพ ด้วยประการฉะนี้
อสุภะ ๑๐ ตามประเภทของราคจริต เมื่อว่าโดยความแปลกกันในอสุภะนี้ นักศึกษาพึงทราบว่า ท่านแสดงประเภทอสุภะไว้โดยอาการ ๑๐ อย่าง แม้ด้วยอำนาจความต่างกันแห่งราคจริตโดยประการดังนี้ คือ
๑. อุทธุมาตกอสุภะ เป็นสัปปายะสำหรับโยคีบุคคลผู้มักมีความกำหนัดในสัณฐาน เพราะมันประกาศถึงความวิบัติของสัณฐานแห่งร่างกาย
๒. วินีลกอสุภะ เป็นสัปปายะสำหรับโยคีบุคคลผู้มักมีความกำหนัดในสีของร่างกาย เพราะมันประกาศถึงความวิบัติของผิว
๓. วิปุพพกอสุภะ เป็นสัปปายะสำหรับโยคีบุคคลผู้มักมีความกำหนัดในกลิ่นกายที่เขาปรุงแต่งขึ้นด้วยอำนาจกลิ่นดอกไม้เป็นต้น เพราะมันประกาศถึงภาวะที่เป็นของเหม็นซึ่งติดเนื่องอยู่ในกาย
๔. วิจฉัททกอสุภะ เป็นสัปปายะสำหรับโยคีบุคคลผู้มักมีความกำหนัดในความเป็นเนื้อทึบ (อวบ) ในร่างกาย เพราะมันประกาศถึงความเป็นโพรงข้างใน
๕. วิกขายตกอสุภะ เป็นสัปปายะสำหรับโยคีบุคคลผู้มักมีความกำหนัดในเนื้อนูนขึ้นในตำแหน่งแห่งร่างกายเช่นกันเป็นต้น เพราะมันประกาศถึงความพินาศแห่งสมบัติคือเนื้อนูน
๖. วิกขิตตกอสุภะ เป็นสัปปายะสำหรับโยคีบุคคลผู้มักมีความกำหนัดในลีลาขององค์อวัยวะ เพราะมันประกาศถึงความกระจัดกระจายขององค์อวัยวะทั้งหลาย
๗. หตวิกขิตตกอสุภะ เป็นสัปปายะสำหรับโยคีบุคคลผู้มักมีความกำหนัดในเรือนร่างของกาย เพราะมันประกาศถึงความทำลายและความวิการของเรือนร่างของกาย
๘. โหลิตกอสุภะ เป็นสัปปายะสำหรับโยคีบุคคลผู้มักมีความกำหนัดในความงามที่เกิดขึ้นด้วยเครื่องประดับ เพราะมันประกาศถึงภาวะที่เป็นสิ่งปฏิกูลเพราะเปรอะเปื้อนด้วยโลหิต
๙. ปุฬวกอสุภะ เป็นสัปปายะสำหรับโยคีบุคคลผู้มีความกำหนัดอันเกิดขึ้นในกาย โดยหมายว่าเป็นกายของเรา เพราะมันประกาศถึงภาวะของกายเป็นสาธารณะแก่ตระกูลหนอนเป็นอันมาก
๑๐. อัฏฐิกอสุภะ เป็นสัปปายะสำหรับโยคีบุคคลผู้มีความกำหนัดในสมบัติคือฟัน เพราะมันประกาศถึงภาวะของกระดูกแห่งร่างกายทั้งหลายเป็นสิ่งปฏิกูล
อสุภะ ๑๐ ให้สําเร็จเพียงปฐมฌาน
ก็แหละ เพราะเหตุที่ในอสุภะแม้ทั้ง ๑๐ อย่างนี้ จิตเป็นสภาพมีอารมณ์เดียว ตั้งอยู่ได้ด้วยกำลังแห่งวิตกเท่านั้น เว้นวิตกเสียไม่สามารถจะตั้งอยู่ได้ เพราะอารมณ์มีกำลังอ่อน เปรียบเหมือนเรือในแม่น้ำไม่หยุดนิ่ง ทั้งมีกระแสไหลเชี่ยว จะหยุดอยู่ได้ด้วยกำลังแห่งถ่อเท่านั้น เว้นจากถ่อเสียก็ไม่สามารถจะหยุดอยู่ได้ ฉะนั้น ในอสุภะ ๑๐ อย่างนี้ จึงสำเร็จเพียงปฐมฌานเท่านั้น ฌานชั้นสูงมีทุติยฌานเป็นต้นหาสำเร็จไม่
อนึ่ง ในอารมณ์อสุภกัมมัฏฐานนี้ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งปฏิกูล ปีติโสมนัสก็เกิดขึ้นได้ เพราะโยคีบุคคลได้เห็นอานิสงส์ว่า เราจักหลุดพ้นจากชราทุกข์และมรณทุกข์ ด้วยข้อปฏิบัตินี้เป็นแน่แท้ อย่างนี้ประการหนึ่ง กับอีกประการหนึ่ง เพราะละเสียได้ซึ่งความเร่าร้อนเพราะนิวรณ์ เปรียบเหมือนแม้ที่กองคูถ ปีติโสมนัสก็เกิดขึ้นแก่คนเทหยากเยื่อ ผู้เห็นอานิสงส์ว่า เราจักได้บำเหน็จเป็นจำนวนมาก ณ บัดนั้น และเปรียบเหมือนการอาเจียนออก หรือถ่ายออกปิติโสมนัสก็เกิดขึ้นได้แก่คนเป็นโรคมีพยาธิทุกข์อย่างหนัก ฉะนั้น
ร่างคนเป็นก็เป็นอสุภกัมมัฏฐานได้
(๑๒๒) แหละอสุภะแม้ทั้ง ๑๐ อย่างนี้ เมื่อว่าโดยลักษณะก็เป็นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จริงอยู่ ความเป็นสิ่งปฏิกูลคือไม่สะอาดมีกลิ่นเหม็นและน่าเกลียดนั่นแลเป็นลักษณะของอสุภะทั้ง ๑๐ อย่างนั้นโดยลักษณะนี้ อสุภะนั้นไม่ใช่จะปรากฏได้แต่ในร่างกายของคนตายอย่างเดียว แม้ในร่างของคนเป็นก็ปรากฏได้ เหมือนอย่างที่ปรากฏแก่พระมหาติสสเถระสำนักวัดเจติยบรรพตซึ่งได้เห็นกระดูกฟัน และเหมือนอย่างที่ปรากฏแก่สามเณรอุปัฏฐากของพระสังฆรักขิตเถระ ซึ่งได้แลดูพระราชากำลังประทับอยู่บนคอช้างพระที่นั่ง เพราะว่า ร่างคนตายเป็นอสุภกัมมัฏฐานได้ฉันใด แม้ร่างคนเป็นก็เป็นอสุภกัมมัฏฐานได้ ฉันนั้นเหมือนกัน
ร่างคนเป็นถูกปิดบังด้วยเครื่องอลังการ
ก็แต่ว่า ในร่างคนเป็นนี้ลักษณะของอสุภะไม่ปรากฏชัดได้ เพราะถูกเครื่องอลังการอันประกอบเข้าใหม่ปิดบังไว้ แต่เมื่อว่าโดยปกติแล้ว สรีระร่างอันนี้ มีกระดูกท่อนเศษ ๆ เป็นโครงร่าง เชื่อมด้วยข้อต่อ ๑๘๐ แห่ง มีเอ็น ๙๐๐ เส้นผูกยึดไว้ ฉาบด้วยชิ้นเนื้อ ๙๐๐ ชิ้น ห่อหุ้มไว้ด้วยหนังสด ไล้ไว้ด้วยหนังผิว มีช่องน้อยช่องใหญ่ ปรุไปไหลซึมขึ้นข้างบนและไหลซึมลงข้างล่างตลอดกาลเป็นนิจ เหมือนภาชนะซึ่งเต็มไปด้วยมันข้น อันหมู่หนอนอาศัยอยู่แล้ว เป็นบ่อเกิดแห่งโรคทั้งหลาย เป็นที่ตั้งแห่งทุกขธรรมทั้งหลาย เป็นที่ไหลออกแห่งของไม่สะอาดทั้งหลายอย่างไม่ขาดสายโดยทางปากแผลทั้ง ๙ แห่ง เหมือนผีหัวขาด
เป็นราชาหรือคนจัณฑาลก็เหมือนกัน
สรีระร่างอันใด มีขี้ตาไหลออกจากตาทั้งสอง มีขี้หูไหลออกจากช่องหูทั้งสอง มีน้ำมูกไหลออกจากรูจมูกทั้งสอง มีอาหาร ดี เสมหะหรือโลหิตไหลออกจากปาก มีอุจจาระและปัสสาวะไหลออกจากทวารเบื้องล่างทั้งสอง มีน้ำเหงื่ออันสกปรกไหลออกจากขุมขน ๙๙,๐๐๐ ขุม มีแมลงวันหัวเขียวเป็นต้นไต่ตอมอยู่
บุคคลไม่ปรนนิบัติสรีระร่างอันใดด้วยสรีรกิจ มีการสีฟัน บ้วนปาก สระผม อาบนํ้า นุ่งผ้าและห่มผ้าเป็นต้น ปล่อยไปตามกำเนิด มีผมพะรุงพะรังยุ่งเหยิง ท่องเที่ยวจากบ้านหลังไปยังบ้านหน้า แม้จะเป็นราชาก็ตามจะเป็นคนเทหยากเยื่อหรือคนจัณฑาลเป็นต้นชั้นใดชั้นหนึ่งก็ตาม จะไม่มีสิ่งผิดแผกกันเลยเพราะเป็นสรีระร่างที่ปฏิกูลเสมอกัน ชื่อว่า ความเป็นต่างกันในสรีระร่างของราชาก็ดี ของคนจัณฑาลก็ดีหามีไม่ เพราะเป็นสิ่งที่ปฏิกูลคือไม่สะอาดมีกลิ่นและน่าเกลียด ด้วยประการฉะนี้
ก็แหละ ในสรีระร่างอันนี้ เมื่อคนเราพากันขัดสีมลทินทั้งหลายมีมลทินฟันเป็นต้นด้วยไม้สีฟันและน้ำบ้วนปากเป็นต้น แล้วปกปิดอวัยวะส่วนที่ยังความละอายให้หายไปด้วยผ้านานาชนิด ไล้ทาด้วยเครื่องลูบไล้อันหอมหวนนานาพรรณ ประดับด้วยอาภรณ์ต่าง ๆ มีอาภรณ์ดอกไม้เป็นต้น ย่อมกระทำให้ถึงซึ่งอาการควรที่จะพึงถือเอาได้ ว่าเราว่าของเราได้ แต่นั้น เพราะเหตุที่สรีระร่างถูกเครื่องอลังการอันประกอบเข้าใหม่นี้ปิดบังไว้ คนเราจึงไม่รู้สรีระร่างนั้นของเขาอันมีลักษณะไม่งามตามความเป็นจริง พวกบุรุษจึงหลงยินดีในพวกสตรี และพวกสตรีก็จึงหลงยินดีในพวกบุรุษ
แต่เมื่อว่าโดยปรมัตถ์แล้ว ในสรีระร่างอันนี้ขึ้นชื่อว่าที่ ๆ ควรแก่การที่จะพึงยินดีแม้เพียงเท่าอณูหนึ่งก็มิได้มี เป็นความจริงอย่างนั้น ในบรรดาชิ้นส่วนทั้งหลาย เช่นผม ขน เล็บ ฟัน น้ำลาย น้ำมูก อุจจาระ และปัสสาวะ แม้ชิ้นส่วนอันหนึ่งที่ตกออกไปข้างนอกจากสรีระร่างแล้ว คนทั้งหลายก็ไม่ปรารถนาเพื่อจะถูกต้องแม้ด้วยมือ ย่อมสะอิดสะเอียน ย่อมขยะแขยง ย่อมเกลียด
เหมือนสุนัขจิ้งจอกเห็นดอกทองกวาว
ส่วนชิ้นส่วนใด ๆ ที่ยังเหลืออยู่ในสรีระร่างอันนี้ แม้ว่าชิ้นส่วนนั้น ๆ จะเป็นสิ่งปฏิกูลดังกล่าวมา คนเราก็ยังพากันยึดถือเอาว่า เป็นสิ่งน่าปรารถนาน่าใคร่ เป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตน ทั้งนี้เพราะถูกความมืดคืออวิชชาห่อหุ้มไว้ เพราะถูกย้อมด้วยเครื่องย้อมคือความเห็นแก่ตัว เมื่อสัตว์เหล่านั้นยึดถือด้วยอาการอย่างนี้ จึงถึงซึ่งความเป็นผู้เสมอด้วยสุนัขจิ้งจอกแก่ตัวที่เห็นต้นทองกวาวในดง ซึ่งมีดอกยังไม่หล่นจากต้น แล้วสำคัญเห็นไปว่า นี้เป็นชิ้นเนื้อ ฉะนี้
เพราะเหตุนี้ :-
โยคีบุคคลผู้ฉลาด อย่าได้ถือเอาแต่เพียงชิ้นส่วนที่ตกไปแล้วจากร่างเท่านั้นว่าเป็นของไม่งาม เหมือนสุนัขจิ้งจอกเห็นต้นทองกวาวในป่าออกดอกแล้วรีบวิ่งไป ด้วยสําคัญผิดไปว่า ตนได้ต้นไม้เนื้อ เกิดตะกละสวาปามคาบเอาดอกทองกวาวที่หล่นลง ๆ แม้รู้แล้วว่านี้มิใช่เนื้อ ก็ยังยึดถืออยู่ว่าดอกที่อยู่บนต้นโน้นเป็นเนื้อ จึงถือเอาแม้ชิ้นส่วนที่อยู่ในสรีระร่างนั้นว่าเป็นของไม่งามเหมือนกัน
เพราะพวกคนเขลายึดถือเอากายอันนี้โดยเป็นของงามแล้วลุ่มหลงอยู่ในกายนั้น งมทำบาปอยู่ ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ไปได้
เพราะเหตุนั้น โยคีบุคคลผู้มีปัญญา พึงเห็นสภาพของกายอันเปื่อยเน่า ที่เป็นอยู่ก็ดี ที่ตายแล้วก็ดี ว่าเป็นสิ่งที่พ้นไปจากความงามเสมอกันสมดังคำโบราณาจารย์ ดังนี้
กายอันมีกลิ่นเหม็นไม่สะอาดเป็นซากศพเสมอเหมือนหลุมคูถ เป็นกายอันหมู่บัณฑิตผู้มีดวงตา ครหากันแล้วแต่เป็นสิ่งอันพาลชนชมชอบยิ่งนัก กายอันใด ซึ่งห่อหุ้มไว้ด้วยหนังสด มีแผลขนาดใหญ่ คือช่องทวาร ๙ แห่ง สิ่งโสโครก กลิ่นเหม็นบูด ไหลออกอยู่รอบด้าน ถ้าจะพึงพลิกเอาภายในของกายอันนี้ออกมาไว้ข้างนอก คนเราจะพึงถือไม้ไว้คอยไล่ฝูงกาและหมู่สุนัขอย่างแน่นอน
เพราะเหตุฉะนั้น จะเป็นสรีระร่างของคนเป็น หรือจะเป็นสรีระร่างของคนตายก็ช่างเถิด อาการอันไม่งามย่อมปรากฏขึ้นได้ในชิ้นส่วนแห่งสรีระร่างใด ๆ อันภิกษุผู้มีชาติเป็นภัพพบุคคล จึงถือเอาอุคคหนิมิตตรงที่ชิ้นส่วนแห่งสรีระร่างนั้น ๆ นั่นแล เจริญกัมมัฏฐานไปจนให้บรรลุถึงซึ่งอัปปนาฌานนั่นเทอญ
ปริจเฉทที่ ๖ ชื่อว่า อสุภกัมมัฏฐานนิเทศ ในอธิการแห่งสมาธิภาวนา ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค อันข้าพเจ้ารจนาขึ้นไว้ เพื่อความปราโมชแห่งสาธุชน ดังนี้


0 ความคิดเห็น
โปรดแสดงความคิดเห็นที่สุภาพ🙏