สังโยชน์ ทิฏฐิ และอัตตานุทิฐิ ๒๐ อาการ

[๓๑๑] สังโยชน์และทิฐิมีอยู่ สังโยชน์แต่มิใช่ทิฐิมีอยู่ สังโยชน์และทิฐิเป็นไฉน ความลูบคลำด้วยสักกายทิฐิ สักกายทิฐิและสีลัพพตปรามาส เหล่านี้เป็นสังโยชน์และทิฐิ

สังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฐิเป็นไฉน กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ มานสังโยชน์ วิจิกิจฉาสังโยชน์ ภวราคสังโยชน์ อิสสาสังโยชน์ มัจฉริยสังโยชน์ อนุสัยสังโยชน์ อวิชชาสังโยชน์ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่มิใช่ทิฐิ อัสสาททิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เหล่านี้ ฯ

อาการแห่งอัตตานุทิฐิ ๒๐

[๓๑๒] อัตตานุทิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ

  • ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็นตนในรูปบ้าง
  • ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตนเอง เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง เห็นตนในวิญญาณบ้าง ฯ

การยึดถือในรูปขันธ์ ๔ อาการ

[๓๑๓] ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นปฐวีกสิณโดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นปฐวีกสิณและตนไม่เป็นสองว่า ปฐวีกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด ปฐวีกสิณก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ บุคคลเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสองว่า เปลวไฟอันใด แสงสว่างก็อันนั้น แสงสว่างอันใด เปลวไฟก็อันนั้น ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นปฐวีกสิณโดยความเป็นตน...

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฐิมีรูปเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ เป็นทิฐิวิบัติ บุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยอัตตานุทิฐิ ย่อมมีคติเป็นสอง ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่มิใช่ทิฐิ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นอาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ โดยความเป็นตน... บุคคลย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯ

[๓๑๔] ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีรูปอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นมีรูปด้วยรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมเห็นตนว่ามีรูป เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงา บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี่ต้นไม้ นี่เงา ต้นไม้เป็นอย่างหนึ่ง เงาเป็นอย่างหนึ่ง แต่ต้นไม้นี้นั้นแลมีเงาด้วยเงานี้... นี้เป็นอัตตานุทิฐิ มีรูปเป็นวัตถุที่ ๒...

[๓๑๕] ปุถุชนย่อมเห็นรูปในตนอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้มีรูปเช่นนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นรูปในตน เปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่นหอม บุรุษพึงพูดถึงดอกไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี้ดอกไม้ นี้กลิ่นหอม ดอกไม้อย่างหนึ่ง กลิ่นหอมอย่างหนึ่ง แต่กลิ่นหอมนี้นั้นแลมีอยู่ในดอกไม้นี้... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีรูปเป็นวัตถุที่ ๓...

[๓๑๖] ปุถุชนย่อมเห็นตนในรูปอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นมีอยู่ในรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนในรูป เปรียบเหมือนแก้วมณีที่ใส่ไว้ในขวด... นี้เป็นอัตตานุทิฐิ มีรูปเป็นวัตถุที่ ๔...

การยึดถือในเวทนาขันธ์ ๔ อาการ

[๓๑๗] ปุถุชนย่อมเห็นเวทนาโดยความเป็นตนอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุสัมผัสสชาเวทนา ... มโนสัมผัสสชาเวทนา โดยความเป็นตน (เปรียบเหมือนเปลวไฟกับแสงสว่าง) ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีเวทนาเป็นวัตถุที่ ๑ ฯ

[๓๑๘] ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีเวทนาอย่างไร (เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงา) ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีเวทนาเป็นวัตถุที่ ๒ ฯ

[๓๑๙] ปุถุชนย่อมเห็นเวทนาในตนอย่างไร (เปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่นหอม) ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีเวทนาเป็นวัตถุที่ ๓ ฯ

[๓๒๐] ปุถุชนย่อมเห็นตนในเวทนาอย่างไร (เปรียบเหมือนแก้วมณีในขวด) ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีเวทนาเป็นวัตถุที่ ๔ ฯ

การยึดถือในสัญญาขันธ์ ๔ อาการ

[๓๒๑] ปุถุชนย่อมเห็นสัญญาโดยความเป็นตนอย่างไร ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิ มีสัญญาเป็นวัตถุที่ ๑ ฯ

[๓๒๒] ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีสัญญาอย่างไร ... นี้เป็นอัตตานุฐิทิมีสัญญาเป็นวัตถุ ๒ ฯ

[๓๒๓] ปุถุชนย่อมเห็นสัญญาในตนอย่างไร ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสัญญาเป็นวัตถุที่ ๓ ฯ

[๓๒๔] บุคคลย่อมเห็นตนในสัญญาอย่างไร ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสัญญาเป็นวัตถุที่ ๔ ฯ

การยึดถือในสังขารขันธ์ ๔ อาการ

[๓๒๕] ปุถุชนย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นตนอย่างไร ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสังขารเป็นวัตถุที่ ๑ ฯ

[๓๒๖] ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีสังขารอย่างไร ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสังขารเป็นวัตถุที่ ๒ ฯ

[๓๒๗] ปุถุชนย่อมเห็นสังขารในตนอย่างไร ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสังขารเป็นวัตถุที่ ๓ ฯ

[๓๒๘] ปุถุชนย่อมเห็นตนในสังขารอย่างไร ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสังขารเป็นวัตถุที่ ๔ ฯ

การยึดถือในวิญญาณขันธ์

[๓๒๙] ปุถุชนย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นตนอย่างไร ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุที่ ๑ ฯ

[๓๓๐] ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีวิญญาณอย่างไร ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุที่ ๒ ฯ