๗. มนุษยภูมิ

สัตว์ทั้งหลายที่ชื่อว่ามนุษย์ เพราะว่ามีใจสูงด้วยคุณทั้งหลาย คือ มีสติ มีความเป็นผู้กล้าและความเป็นผู้สมควรแก่พรหมจรรย์ เป็นต้น

ที่อยู่ของมนุษย์มีอยู่ในทวีปใหญ่ ๔ ทวีป คือ
๑. อุตตรกุรุทวีป (อ่านว่า อุด-ตะ-ระ-กุ-รุ-ทวีป)
๒. ปุพพวิเทหทวีป (อ่านว่า ปุบ-พะ-วิ-เท-หะ-ทวีป)
๓. อปรโคยานทวีป (อ่านว่า อะ-ปะ-ระ-โค-ยาน-ทวีป)
๔. ชมพูทวีป (อ่านว่า ชม-พู-ทวีป) ทวีปทั้ง ๔ นี้ ตั้งอยู่รอบภูเขาสิเนรุตามทิศทั้ง ๔ ทวีปหนึ่งๆ มีทวีปใหญ่ น้อยเป็นบริวาร ทวีปละ ๕๐๐ ทวีป (ทวีปใหญ่ ๔ ทวีป คูณ ทวีปบริวาร ๕๐๐ เท่ากับ ๒,๐๐๐ ทวีป)
 
อธิบายลักษณะของภูเขาสิเนรุ
ภูเขาสิเนรุ เป็นศูนย์กลางของมงคลจักรวาล คือ จักรวาลที่เราอาศัยอยู่นี้ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะอุบัติขึ้นเฉพาะในมงคลจักรวาลนี้เท่านั้น ยอดเขาสิเนรุเป็นผืนแผ่นดินแห่งแรกที่โผล่ขึ้นหลังจากโลกธาตุถูกทำลายลงด้วยน้ำ แผ่นดินที่โผล่ครั้งแรกเป็นที่ตั้งของเทวดาชั้นตาวติงสาภูมิ และภูมิที่อยู่สูงขึ้นไปในอากาศ คือ ยามา - ดุสิต - นิมมานรตี - ปรนิมมิตวสวัตตี ต่อจากนั้น ก็เป็นภูมิของรูปพรหม ๑๖ ชั้น และอรูปพรหม ๔ ตามลำดับ

ภูเขาสิเนรุ มีความสูง ๑๖๘,๐๐๐ โยชน์ จมอยู่ในมหาสมุทรสีทันดรครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งอยู่เหนือพื้นมหาสมุทร วัดโดยรอบได้ ๒๕๒,๐๐๐ โยชน์ ยอดเขามีลักษณะกลมมีความกว้างและความยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ พื้นแผ่นดินยอดเขาประกอบด้วยรัตนะเจ็ด ตามไหล่เขา ๔ ด้าน ทิศตะวันออก เป็นเงิน ทิศตะวันตกเป็นแก้วผลึก ทิศใต้เป็นแก้วมรกต ทิศเหนือเป็นทอง น้ำในมหาสมุทรตลอดจนอากาศ ต้นไม้ ใบไม้ ที่อยู่ทิศนั้นๆ จะเป็น สีเงิน สีแก้ว ผลึก สีเขียว สีทอง ตามสีของรัตนะที่อยู่ตามไหล่เขาด้วย

ตอนกลางภูเขาสิเนรุลงมาจนถึงใต้พื้นน้ำมหาสมุทร มีชานบันไดเวียนห้ารอบ คือ
ชั้นที่ ๑ ที่อยู่ใต้พื้นน้ำเป็นที่อยู่ของพญานาค
ชั้นที่ ๒ เป็นที่อยู่ของครุฑ
ชั้นที่ ๓ เป็นที่อยู่ของกุมภัณฑเทวดา
ชั้นที่ ๔ เป็นที่อยู่ของยักขเทวดา
ชั้นที่ ๕ เป็นที่อยู่ของจาตุมหาราชิกา ๔ องค์ 

พื้นรากฐานของภูเขาสิเนรุ มีภูเขา ๓ ลูกตั้งรับอยู่ ๓ ด้าน พื้นฐานของภูเขาสิเนรุหยั่งลงตั้งอยู่ในช่องระหว่างกลางของภูเขาทั้ง ๓ ใต้พื้นฐานของ ภูเขาสิเนรุลงไปมีช่องว่างเป็นอุโมงค์ มีความกว้างหนึ่งหมื่นโยชน์ เป็นที่อยู่ของเหล่าอสูร ในระหว่างโลกธาตุหนึ่งๆ มีภูเขากั้นไว้เรียกว่าภูเขาจักรวาล มีขนาด ต่ำกว่าภูเขาสิเนรุ รอบภูเขาสิเนรุ มีภูเขาสัตตบรรพ์ ๗ ชั้นล้อมรอบ
ชั้นที่ ๑ ชื่อยุคันธร
ชั้นที่ ๒ ชื่ออิสินธร
ชั้นที่ ๓ ชื่อกรวิกะ
ชั้นที่ ๔ ชื่อสุทัสสนะ
ชั้นที่ ๕ ชื่อเนมินธร
ชั้นที่ ๖ ชื่อวินตกะ
ชั้นที่ ๗ ชื่ออัสสกัณณะ

คัมภีร์สารัตถทีปนีฎีกา กล่าวไว้ว่ามหานรก ๘ ขุม และอุสสทนรก นรกบริวารของมหานรก ตั้งอยู่ใต้พื้นดินธรรมดา ลึกลงไปตรงกันกับชมพูทวีป รวมเนื้อที่กว้าง ๑๐,๐๐๐ โยชน์ สูง ๑๐,๐๐๐โยชน์ เป็นรูปสี่เหลี่ยม อธิบายลักษณะของพื้นแผ่นดิน ดังนี้คือ พื้นแผ่นดินตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนลม ลมตั้งอยู่บนอากาศ โลกตามพุทธภาษิตได้อธิบายว่า พื้นดินหนา ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ ชั้นบนครึ่งหนึ่งเป็นดินธรรมดาเรียกว่า ปสุปถวี หนา ๑๒๐,๐๐๐ โยชน์ ชั้นล่างครึ่งหนึ่งเป็นหินเรียกว่า สิลาปถวี หนา ๑๒๐,๐๐๐ โยชน์ พื้นแผ่นดินตั้งอยู่บนพื้นน้ำ น้ำที่รองรับแผ่นดินนี้เป็นน้ำแข็ง มีความหนา ๔๘๐,๐๐๐ โยชน์ น้ำแข็งนี้ตั้งอยู่บนพื้นลม มีความหนา ๙๖๐,๐๐๐ โยชน์ ต่อจากพื้นลมไปเป็นอากาศว่างเปล่ามีแต่ความมืด ไม่มีน้ำ ไม่มีลม มีความหนาหาประมาณมิได้
 

มนุษย์ที่อยู่ในทวีปต่าง ๆ รอบเขาสิเนรุ 
๑. มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป อายุ ๑,๐๐๐ ปี 
๒. ปุพพวิเทห ทวีป อายุ ๗๐๐ ปี 
๓. อปรโคยานทวีป อายุ ๕๐๐ ปี
๔. ชมพูทวีป อายุไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับคุณธรรม 

อธิบายลักษณะของมนุษย์ที่อยู่ในทวีปทั้ง ๔
๑. อุตตรกุรุทวีป อยู่ทิศเหนือของเขาสิเนรุ มนุษย์ในทวีปนี้มีใบหน้าเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีอายุ ๑,๐๐๐ ปีเสมอ มีการรักษาศีล ๕ เป็นนิจ ฉะนั้นเมื่อตายจะได้ไปเกิดในเทวโลกแน่นอน เมื่อถึงเวลาตายจากเทวโลกแล้วอาจไป เกิดในอบายภูมิ ๔ หรือเกิดในทวีปอื่น หรือเกิดในภูมิใดภูมิหนึ่งได้แล้วแต่บุญ กรรมที่ทำในขณะที่เกิดในเทวโลก ฉะนั้นการที่คนอุตตรกุรุไม่ไปสู่อบายภูมิ ก็จะเป็นเพียงชาติเดียวจากภพที่เขากำลังเป็นอยู่เท่านั้น มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป มีความประเสริฐกว่าคนในชมพูทวีปและเทวดาชั้นดาวดึงส์ ดังนี้ 
๑ . ไม่ยึดถือเอาทรัพย์สินเงินทองว่าเป็นของตน
๒ . 
ไม่ยึดถือในบุตร ภริยา สามี ว่าเป็นของตน
๓.มีอายุยืนยาวถึง ๑,๐๐๐ ปีเสมอ
๒. ปุพพวิเทหทวีป ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของเขาสิเนรุ มนุษย์ในทวีปนี้มี ใบหน้าคล้ายพระจันทร์ครึ่งซีก มีอายุ ๗๐๐ ปี
๓. อปรโคยานทวีป ตั้งอยู่ทิศตะวันตกของเขาสิเนรุ มนุษย์ในทวีปนี้มีใบหน้ากลมคล้ายพระจันทร์วันเพ็ญ มีอายุ ๕๐๐ ปี
๔. ชมพูทวีป ตั้งอยู่ทิศใต้ของเขาสิเนรุ มนุษย์ในทวีปนี้มีใบหน้ารูปไข่ มีอายุขัยไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับคุณธรรม สมัยใดคนในชมพูทวีปมีกาย วาจา ใจ สูงด้วยคุณธรรม สมัยนั้นอายุยืนถึง อสงไขยปี สมัยใดมีกาย วาจา ใจ หย่อนในคุณธรรมต่ำสุด สมัยนั้นอายุจะลดลงมาเหลือเพียง ๑๐ ปี คุณสมบัติของมนุษย์ในชมพูทวีป
๑. มีจิตใจรุ่งเรืองและกล้าแข็ง กล้าหาญที่จะทำดีและไม่ดีได้อย่างสุดๆ ทางดีทำได้จนสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า อัครสาวก มหาสาวก ปกติสาวก อภิญญา ทางไม่ดีทำได้ถึงฆ่าบิดา ฆ่ามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำโลหิตุปบาท สังฆเภท หรือเรียกว่าทำอนันตริยกรรม ๕ 
๒. มีความเข้าใจในเหตุอันควรและไม่ควร เข้าใจเหตุผลและปฏิบัติให้รู้ รูปนามตามความเป็นจริง
๓. เข้าใจสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ รู้และเข้าใจว่าการ ทำ พูด คิด อย่างไรจึงจะให้ประโยชน์ในชาตินี้ ประโยชน์ในชาติหน้า หรือ ประโยชน์อย่างยิ่ง คือ ทำให้พ้นจากทุกข์โดยเด็ดขาด ๔. เข้าใจในกุศลและอกุศล การทำ พูด คิด ที่เป็นไปด้วยอำนาจของความโลภ เป็นไปด้วยอำนาจของความโกรธ เป็นไปด้วยอำนาจของความลุ่มหลง ก็จะหลีกเลี่ยงไม่กระทำ เพราะเข้าใจผลกรรมที่จะตามมาจากการทำ พูด คิด แล้วมาทำในสิ่งที่เป็นบุญกุศล
๕. เชื่อว่าพวกตนนั้นมีเชื้อสายมาจากพระเจ้ามนุ ซึ่งมีตำนานเล่าว่า พระเจ้ามนุนี้เป็นพระโพธิสัตว์ ที่ปกครองชาวชมพูทวีปมาด้วยความเที่ยงธรรม ทำ
ให้ชมพูทวีปมีความรุ่งเรืองสืบทอดกันมา
 
มนุษย์ในชมพูทวีปจึงมีลักษณะพิเศษกว่าทวีปอื่นทั้งหมด ๓ ประการ คือ
๑. เป็นผู้มีจิตใจกล้าแข็งแน่วแน่ในการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา
๒. มีสติตั้งมั่นในคุณพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
๓. ประพฤติพรหมจรรย์ คือ มีการอุปสมบท