๑. พุทธานุสสติกถา
วิธีเจริญพุทธานุสสติกัมมัฏฐาน
(๑๒๔) ในอนุสสติ ๑๐ ประการนี้ อันโยคีบุคคลผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใส อย่างไม่หวั่นไหว มีความประสงค์เพื่อที่จะเจริญพุทธานุสสติเป็นประการแรก จึงไป ณ ที่อันสงัด หลีกเร้นอยู่ ณ เสนาสนะอันสมควร แล้วพึงระลึกถึงพระคุณของพระผู้มี พระภาคพุทธเจ้าเนือง ๆ โดยนัยที่มาในพระบาลีอย่างนี้ว่า :-
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น
๑. อิติปิ อรหํ เป็นพระอรหันต์ แม้เพราะเหตุนี้
๒. อิติปิ สมฺมาสมฺพุทโธ เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ แม้เพราะเหตุนี้
๓. อิติปิ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน
เป็นผู้ทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ แม้เพราะเหตุนี้
๔. อิติปิ สุคโต เป็นผู้เสด็จไปดี แม้เพราะเหตุนี้
๕. อิติปิ โลกวิทู เป็นผู้ทรงรู้แจ้งโลก แม้เพราะเหตุนี้
๖. อิติปิ อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ชั้นยอดเยี่ยม แม้เพราะเหตุนี้
๗. อิติปิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย แม้เพราะเหตุนี้
๘. อิติปิ พุทฺโธ ทรงเป็นพุทธ แม้เพราะเหตุนี้
๙. อิติปิ ภควา ทรงเป็นภควา แม้เพราะเหตุนี้
ด้วยประการฉะนี้
🔅 อนุสสรณนัย
นัยสำหรับระลึกเนือง ๆ ในพระพุทธคุณเหล่านั้น ดังนี้ คือ โยคีบุคคลย่อมระลึกเนือง ๆ ว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ แม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ แม้เพราะเหตุนี้ ฯลฯ ทรงเป็นภควา แม้เพราะเหตุนี้ (อธิบายว่า ให้ยกเอา คำว่า อิติปิ แปลว่า แม้เพราะเหตุนี้ มาประกอบเข้ากับพุทธคุณทั้ง ๙ บท)
๑. อธิบายบท อรหํ
(๑๒๕) ในพระพุทธคุณ ๙ นั้น โยคีบุคคลย่อมระลึกเนือง ๆ ว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงได้พระนามว่า พระอรหํ เป็นประการแรก เพราะเหตุเหล่านี้ คือ
- เพราะเป็นผู้ไกล ๑
- เพราะเป็นผู้กำจัดอริทั้งหลาย ๑
- เพราะเป็นผู้หักซึ่งกำทั้งหลาย ๑
- เพราะเป็นผู้ควรแก่ไทยธรรมทั้งหลายมีปัจจัยเป็นต้น ๑
- เพราะเป็นผู้ไม่มีที่ลับในการกระทำบาป ๑
(๑) ข้อว่าเป็นผู้ไกล
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ชื่อว่าเป็นผู้ไกล คือทรงดำรงอยู่ในที่ไกลแสนไกลจากสรรพกิเลสทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ทรงกำจัดเสียแล้วซึ่งกิเลสทั้งหลาย พร้อมทั้งวาสนาด้วยพระอริยมรรค เพราะเหตุนั้นจึงทรงได้พระนามว่า อรหํ เพราะเหตุเป็นผู้ไกล
พระผู้มีพระภาคพระองค์ใดไม่ทรงประกอบด้วยกิเลสอันใดและไม่ทรงประกอบด้วยโทษสิ่งใด พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้เป็นพระนาถะของโลก เป็นผู้ไกลจากกิเลสและโทษเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงทรงปรากฏพระนามว่า อรหํ
(๒) ข้อว่าเป็นผู้กำจัดอริทั้งหลาย
(๑๒๖) อนึ่ง อริ คือกิเลสทั้งหลายเหล่านั้น อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงกำจัดแล้วด้วยพระอริยมรรค เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงทรงพระนามว่า อรหํ แม้เพราะเหตุเป็นผู้กำจัดซึ่งอริทั้งหลาย แม้เพราะเหตุที่อริทั้งหลาย อันได้แก่กิเลสมีราคะเป็นต้น แม้ทุก ๆ อย่างอันพระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระนาถะของโลก ทรงกําจัดแล้วด้วยศาสตราคือพระปัญญา ฉะนั้น พระองค์จึงทรงปรากฏพระนามว่า อรหํ ฉะนี้
(๓) ข้อว่าเป็นผู้หักซึ่งกำทั้งหลาย
(๑๒๗) อนึ่ง สังสารจักรนี้ใด มี ดุม สำเร็จด้วยอวิชชาและภวตัณหา มี กำ สำเร็จด้วยอภิสังขารมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น มี กง สำเร็จด้วยชราและมรณะ เอา เพลา อันสำเร็จด้วยอาสวะและสมุทัยสอดเข้าแล้ว ประกอบเข้าใน ตัวรถ คือภพทั้งสาม แล่นไปตลอดกาลไม่มีเบื้องต้นและที่สุด กำทั้งหลายแห่งสังสารจักรนั้นทุก ๆ ซี่ อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงประทับยืนอยู่บนพื้นปฐพีคือศีล ด้วยพระบาททั้ง ๒ คือวีริยะ ณ ควงพระศรีมหาโพธิ์ทรงจับขวัญคือพระพุทธญาณอันทำให้สิ้นสูญ ทรงหักแล้ว เพราะเหตุนั้นพระองค์จึงทรงพระนามว่า อรหํ แม้เพราะเหตุที่ทรงหักซึ่งกำทั้งหลาย
(๑๒๘) อีกประการหนึ่ง สังสารวัฏอันมีเบื้องต้นและที่สุดอันไม่อาจรู้ได้ เรียกว่า สังสารจักร สังสารจักรนั้นมี อวิชชา เป็นดุม เพราะเป็นมูลเหตุ มี ชราและมรณะ เป็นกง เพราะเป็นปลายเหตุ ส่วนปฏิจจสมุปบาทธรรมอีก ๑๐ ประการเป็นกำ (ซี่ล้อ) เพราะมีอวิชชาเป็นมูลเหตุและมีชราและมรณะเป็นปลายเหตุ
ในบรรดาปฏิจจสมุปบาทธรรมเหล่านั้น ความไม่รู้ในทุกข์เป็นต้น ชื่อว่า อวิชชา แหละอวิชชาในกามภพเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลายในกามภพ อวิชชาในรูปภพเป็น ปัจจัยแก่สังขารทั้งหลายในรูปภพ อวิชชาในอรูปภพเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลายใน อรูปภพ สังขารทั้งหลาย ในกามภพเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิวิญญาณในกามภพ ในภพ ๒ นอกนี้ก็มีนัยเช่นนี้ ปฏิสนธิวิญญาณ ในกามภพเป็นปัจจัยแก่นามรูป ในกามภพ ในรูปภพเหมือนกัน ส่วนในอรูปภพ ปฏิสนธิวิญญาณ เป็นปัจจัยแก่นาม อย่างเดียว นามรูป ในกามภพเป็นปัจจัยแก่อายตนะ ๖ ในกามภพ นามรูป ในรูปภพเป็นปัจจัยแก่อายตนะ ๓ ในรูปภพ อายตนะ ๖ ในกามภพเป็นปัจจัยแก่ ผัสสะ ๖ ในกามภพ อายตนะ ๓ ในรูปภพเป็นปัจจัยแก่ผัสสะ ๓ ในรูปภพ อายตนะ ๑ ในอรูปภพเป็นปัจจัยแก่ผัสสะ ๑ ในอรูปภพ ผัสสะ ๖ ในกามภพเป็น ปัจจัยแก่เวทนา ๖ ในกามภพ ผัสสะ ๓ ในรูปภพเป็นปัจจัยแก่เวทนา ๓ ในรูปภพ นั่นแหละ เวทนา ๓ ในกามภพเป็นปัจจัยแก่กองตัณหา ๖ ในกามภพ เวทนา ๓ ในรูปภพเป็นปัจจัยแก่กองตัณหา ๓ ในรูปภพนั้นนั่นแหละ เวทนา ๑ ในอรูปภพ เป็นปัจจัยแก่กองตัณหา ๑ ในอรูปภพ ตัณหานั้น ๆ ในภพนั้น ๆ เป็นปัจจัยแก่ อุปาทานนั้น ๆ ธรรมทั้งหลายมี อุปาทาน เป็นต้น เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลาย มี ภพ เป็นต้น
ถาม - ข้อนี้ อย่างไร ?
ตอบ - บุคคลบางคนในโลกนี้คิดว่า เราจักบริโภคซึ่งกามคุณทั้งหลาย ดังนี้แล้ว ก็ประพฤติทุจริตด้วยกาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจ เพราะมี กามุปาทานเป็นปัจจัย เขาย่อมบังเกิดในอบาย เพราะความบริบูรณ์แห่งทุจริต กรรม อันเป็นเหตุให้บังเกิดในอบายนั้นของบุคคลนั้นเป็น กรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่บังเกิด เพราะกรรมเป็นอุปปัตติภพ ความบังเกิดแห่งขันธ์ทั้งหลายเป็น ชาติ ความแก่หง่อม แห่งขันธ์ทั้งหลายเป็น ชรา ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายเป็น มรณะ
อีกบุคคลหนึ่ง ปรารถนาว่า เราจักเสวยสวรรค์สมบัติ ดังนี้แล้วจึงประพฤติ สุจริตเหมือนอย่างนั้นนั่นแล เขาย่อมบังเกิดในสวรรค์เพราะความบริบูรณ์แห่งสุจริต คำว่า กรรมอันเป็นเหตุให้บังเกิดในสวรรค์นั้นแห่งบุคคลนั้นเป็น กรรมภพ เป็นต้น ก็นัยเดียวกันนั้นนั่นเทียว
อนึ่ง อีกบุคคลหนึ่ง ปรารถนาว่า เราจักเสวยสมบัติในพรหมโลก ดังนี้แล้ว ก็เจริญเมตตากัมมัฏฐาน เจริญกรุณากัมมัฏฐาน เจริญมุทิตากัมมัฏฐาน เจริญ อุเบกขากัมมัฏฐาน เขาย่อมไปบังเกิดในพรหมโลก เพราะความบริบูรณ์แห่งการเจริญ กัมมัฏฐาน คำว่า กรรมอันเป็นเหตุให้บังเกิดในพรหมโลกนั้นของบุคคลนั้น กรรมภพ เป็นต้น ก็นัยเดียวกันนั่นแล
อีกบุคคลหนึ่ง ปรารถนาว่า เราจักเสวยสมบัติในอรูปภพ ดังนี้แล้วก็เจริญ สมาบัติทั้งหลาย มีอากาสานัญจายตนสมาบัติเป็นต้น เหมือนอย่างนั้นนั่นแล เขาย่อม ไปบังเกิดในอรูปภพนั้น ๆ เพราะความบริบูรณ์แห่งการเจริญสมาบัติ กรรมอันเป็น ขันธ์ทั้งหลายที่บังเกิด กรรมภพ เหตุให้บังเกิดในอรูปภพนั้นของบุคคลนั้นเป็น เพราะกรรมเป็น อุปปัตติภพ ความบังเกิดแห่งขันธ์ทั้งหลายเป็น ชาติ ความ แก่หง่อมแห่งขันธ์ทั้งหลายเป็น ชรา ความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายเป็น มรณะ ฉะนี้ แม้ในการประกอบความทั้งหลายซึ่งมีอุปาทานที่เหลือเป็นมูล ก็นัยเดียวกันนี้
ความรู้ในการกำหนดปัจจัยอย่างนี้ว่า อวิชชาเป็นเหตุ สังขารเป็นผลเกิด แต่เหตุ แม้อวิชชาและสังขารทั้ง ๒ นั้นก็เป็นผลเกิดแต่เหตุ นี้เป็น ธรรมฐิติญาณ ความรู้ในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาเป็นเหตุ สังขารเป็นผลเกิดแต่เหตุ แม้อวิชชา และสังขารทั้ง ๒ นั้น ก็เป็นผลเกิดแต่เหตุ ทั้งในกาลเป็นอดีต ทั้งในกาลเป็นอนาคต เป็น ธรรมฐิติญาณ นักศึกษาจึงทำทุก ๆ บทให้พิสดารโดยนัยนี้ ด้วยประการฉะนี้ นั่นเทียว
แหละ ในสังเขปเหล่านั้น สังเขป ต้นจัดเป็น อดีตอัทธา (อดีตกาล) ๒ สังเขปกลาง จัดเป็น ปัจจุบันอัทธา (ปัจจุบันกาล) ชาติ ชราและมรณะ จัดเป็น อนาคตอัทธา (อนาคตกาล)
อนึ่ง ในบรรดาธรรมเหล่านั้น โดยที่ถือเอาอวิชชาและสังขาร ก็เป็น อันถือเอาตัณหา อุปาทานและภพด้วย ดังนั้น ธรรม ๕ อย่างนี้ จัดเป็น กรรมวัฏในอดีต ธรรม ๕ มีวิญญาณเป็นต้นจัดเป็น วิปากวัฏในปัจจุบัน โดยที่ถือเอา ตัณหา อุปาทานและภพ ก็เป็นอันถือเอาอวิชชาและสังขารด้วย ดังนั้น ธรรม ๕ อย่างนี้ จัดเป็น กรรมวัฏในปัจจุบัน เพราะเหตุที่ธรรม ๕ มีวิญญาณเป็นต้น ท่านแสดงไว้โดยอ้างเอาชาติ ชราและมรณะ ธรรม ๕ เหล่านี้จัดเป็น วิปากวัฏในอนาคต ธรรมเหล่านั้นโดยอาการจึงเป็น ๒๐
อนึ่งในบรรดาธรรมเหล่านั้นระหว่าง สังขารกับวิญญาณจัดเป็น สนธิ อัน ๑ ระหว่างเวทนากับตัณหาจัดเป็นสนธิอัน ๑ ระหว่างภพกับชาติจัดเป็นสนธิอัน ๑
พระผู้มีพระภาคทรงทราบ ทรงเห็น ทรงรู้ ทรงแทงตลอด ซึ่งปฏิจจสมุปบาทธรรม อันมีสังเขป ๔ อัทธา ๓ อาการ ๒๐ สนธิ ๓ ด้วยประการฉะนี้
ความรู้นั้น ชื่อว่า ญาณ เพราะอรรถว่ารู้ ชื่อว่า ปัญญา เพราะอรรถว่า รู้โดย ประการต่าง ๆ ด้วยเหตุนั้น ความรู้ในการกำหนดปัจจัย ท่านจึงเรียกว่า ธรรมฐิติญาณ พระผู้มีพระภาคครั้นทรงรู้ธรรมเหล่านั้นด้วยธรรมฐิติญาณนี้ตามความเป็นจริงแล้ว ทรงเบื่อหน่ายในธรรมเหล่านั้น คือทรงสำรอก ทรงหลุดพ้น ชื่อว่า ทรงหัก คือทรงรื้อทรงทำลาย ซึ่งกำทั้งหลายแห่งสังสารจักร อันมีประการดังกล่าวมาแล้วนี้ พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า พระอรหํ เพราะทรงหักกำแห่งสังสารจักรทั้งหลาย แม้ด้วยประการอย่างนี้
เพราะเหตุที่กำทั้งหลายแห่งสังสารจักรอันพระผู้มีพระ ภาค ผู้ทรงเป็นนาถะของโลก ทรงทำลายมาด้วยดาบคือพระญาณ ฉะนั้น พระองค์จึงได้รับการเฉลิมพระนามว่า พระอรหํ
(๔) ข้อว่าเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น
[๑๒๙] อนึ่ง พระผู้มีพระภาคย่อมควรซึ่งปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้น และ ควรซึ่งการบูชาชั้นพิเศษ เพราะพระองค์ทรงเป็นทักขิไณยบุคคลชั้นยอด แหละ เพราะเหตุนั้นนั่นแล เมื่อพระตถาคตเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ชั้นมเหศักดิ์เหล่าหนึ่งเหล่าใดนั้นย่อมไม่ทำการบูชา ณ ที่อื่น ๆ เป็นความจริง ท้าวสหัมบดีพรหมได้บูชาพระตถาคตเจ้า ด้วยพวงแก้วขนาดเท่าเขาสิเนรุ แหละเทวดา ทั้งหลายชั้นอื่น ๆ และมนุษย์ทั้งหลายมีพระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าโกศลเป็นต้น ก็ได้ทรงบูชาตามควรแก่กำลัง
อนึ่ง แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชก็ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์จำนวน ๙๖ โกฏิ สร้างพระอาราม อุทิศไว้ในชมพูทวีปทั่วไปถึง ๘๔,๐๐๐ แห่ง ไม่ต้องพูดถึงการบูชาชั้นพิเศษอื่น ๆ เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคจึงทรงได้พระนามว่า พระอรหํ แม้เพราะเหตุที่ทรงเป็น ผู้ควรแก่ปัจจัยเป็นต้น
เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเป็นนาถะของโลก พระองค์นี้ย่อมสมควรซึ่งการบูชาชั้นพิเศษพร้อมทั้งปัจจัย ทั้งหลาย ฉะนั้น พระองค์ผู้เป็นพระชินเจ้า จึงทรงสมควร ต่อพระนามอันนี้ คือ พระอรหํ ในโลก ซึ่งเป็นพระนามที่ สมควรแก่ความหมาย
(๕) ข้อว่าไม่มีที่ลับในการทำบาป
[๑๓๐] อนึ่งพวกคนพาลแต่สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตจำพวกใดจำพวกหนึ่งในโลก ย่อมทำบาปในที่ลับ เพราะกลัวเสียชื่อเสียง ฉันใด พระผู้มีพระภาคนั้นย่อมไม่ทรง กระทำเหมือนอย่างนั้น ในกาลไหน ๆ ฉะนั้น พระองค์จึงทรงได้พระนามว่า พระอรหํ แม้เพราะเหตุไม่มีที่ลับในการทำบาป เพราะเหตุที่ขึ้นชื่อว่าที่ลับในการทำบาปทั้งหลายย่อม ไม่มีแก่พระผู้มีพระภาคผู้คงที่ ฉะนั้น พระองค์จึงทรง ปรากฏพระนามว่า พระอรหํ เพราะไม่มีที่ลับนั้น
พระผู้มีพระภาคผู้เป็นมุนีพระองค์นั้น เพราะเหตุ เป็นผู้ไกล ๑ เพราะเหตุเป็นผู้กำจัดอริคือกิเลสทั้งหลาย ๑ เป็นผู้หักกำแห่งสังสารจักร ๑ เป็นผู้ควรแก่ไทยธรรม ทั้งหลายมีปัจจัยเป็นต้น ๑ ไม่ทรงกระทำบาปทั้งหลายใน ที่ลับ ๑ บัณฑิตจึงถวายพระนามว่า พระอรหํ คือเป็น พระอรหันต์ เพราะเหตุนั้น
๒. อธิบายบท สมฺมาสมฺพุทฺโธ
[๑๓๑] ก็แหละ พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ เพราะเหตุ ที่เป็นผู้ตรัสรู้สรรพธรรมทั้งหลายโดยชอบด้วย ด้วยพระองค์เองด้วย เป็นความจริง อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ตรัสรู้สรรพธรรมทั้งหลายโดยชอบด้วยพระองค์เอง คือตรัสรู้ธรรมทั้งหลายที่ควรรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง โดยความเป็น ธรรมอันควรรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ตรัสรู้ธรรมทั้งหลายที่ควรกำหนดรู้ โดยความเป็น ธรรมอันควรกำหนดรู้ ตรัสรู้ธรรมทั้งหลายอันควรละ โดยความเป็นธรรมอันควรละ ตรัสรู้ธรรมทั้งหลายอันควรทำให้แจ้ง โดยความเป็นธรรมอันควรทำให้แจ้ง ตรัสรู้ ธรรมทั้งหลายอันควรเจริญ โดยความเป็นธรรมอันควรเจริญ แหละด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสไว้ว่า :-
"สิ่งที่ควรรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง เราได้รู้แล้วด้วยปัญญา อันยิ่ง สิ่งที่ควรละเราได้ละแล้ว สิ่งที่ควรทำให้แจ้ง เราได้ ทำให้แจ้งแล้ว และสิ่งที่ควรเจริญเราได้เจริญแล้ว พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้ตรัสรู้"
[๑๓๒] อีกประการหนึ่ง จักษุ เป็นทุกขสัจ ตัณหาเก่าอันเป็นสมุฏฐานโดย ความเป็นมูลเหตุแห่งจักษุนั้น เป็นสมุทยสัจ ความไม่ดำเนินไปแห่งจักษุและตัณหา ทั้งสอง เป็นนิโรธสัจ ปฏิปทาที่เป็นเหตุรู้นิโรธ เป็นมัคคสัจ พระผู้มีพระภาค ตรัสรู้สรรพธรรมทั้งหลายโดยชอบด้วย ด้วยพระองค์เองด้วย แม้โดยการยกขึ้น ทีละบท ๆ อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ แม้ในโสตะ ฆานะ ชิวหา กายและมโนทั้งหลาย ก็มีนัย เช่นเดียวกันนี้
อายตนะ ๖ มีรูปเป็นต้น กองแห่งวิญญาณ ๖ มีจักขุวิญญาณเป็นต้น ผัสสะ ๖ มีจักขุสัมผัสเป็นต้น เวทนา ๖ มีจักขุสัมผัสสชาเวทนาเป็นต้น สัญญา ๖ มีจักขุ สัญญาเป็นต้น เจตนา ๖ มีรูปสัญเจตนาเป็นต้น กองแห่งตัณหา ๖ มีรูปตัณหาเป็นต้น วิตก ๖ มีรูปวิตกเป็นต้น วิจาร ๖ มีรูปวิจารเป็นต้น ขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์เป็นต้น กสิณ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ สัญญา ๑๐ ด้วยอำนาจแห่งอุทธุมาตกสัญญาเป็นต้น อาการ ๓๒ มีผมเป็นต้น อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ ภพ ๙ มีกามภพเป็นต้น ฌาน ๔ มีปฐมฌานเป็นต้น อัปปมัญญา ๔ มีเมตตาภาวนา เป็นต้น อรูปสมาบัติ ๔ และ องค์แห่งปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลมมีชาติและชรา เป็นต้น โดยอนุโลมมีอวิชชาเป็นต้น นักศึกษาพึงประกอบเข้าโดยนัยนี้นั่นแล
การประกอบความบทหนึ่งในธรรมเหล่านั้น ดังต่อไปนี้ คือ ชรา และมรณะ เป็นทุกขสัจ ชาติ เป็นสมุทยสัจ ความสลัดออกซึ่งทุกขสัจและสมุทยสัจ แม้ทั้ง ๒ เป็นนิโรธสัจ ปฏิปทาเป็นเหตุรู้แจ้งซึ่งนิโรธสัจ เป็นมัคคสัจ พระผู้มี พระภาคตรัสรู้ คือ ทรงรู้โดยอนุโลม ทรงรู้โดยปฏิโลม ซึ่งสรรพธรรมทั้งหลายโดยการ ยกขึ้นทีละบท ๆ อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวไว้ว่า ก็แหละ พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า สัมมาสัมพุทโธ เพราะเหตุที่เป็นผู้ตรัสรู้สรรพธรรม ทั้งหลายโดยชอบด้วย ด้วยพระองค์เองด้วย ฉะนี้
๓. อธิบายบท วิชชาจรณสมฺปนฺโน
[๑๓๓] ก็แหละ พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า วิชชาจรณสมฺปนฺโน เพราะ เหตุที่พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชาทั้งหลายด้วย ด้วยจรณะด้วย ใน ๒ ประการนี้ วิชชา ก็ดี วิชชา ๘ ก็ดี ชื่อว่า วิชชา วิชชา นักศึกษาพึงทราบโดยนัยที่ ตรัสไว้ในภยเภรวสูตร วิชชา ๘ พึงทราบโดยนัยที่ตรัสไว้ในอัมพัฏฐสูตร จริงอยู่ ในอัมพัฏฐสูตรนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสวิชชา ๘ โดยกำหนดเอาอภิญญา ๖ บวกด้วยวิปัสสนาญาณและมโนมยิทธิ
ธรรม ๑๕ ประการนี้คือ สีลสังวร ๑ ความ รักษาทวารที่อินทรีย์หก ๑ ความรู้จักประมาณในโภชนะ ๑ การประกอบความเพียร ๑ สัทธรรมเจ็ด ๑ ( ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา) รูปาวจรฌานสี่ ๑ (ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน) พึงทราบว่า จรณะ จริงอยู่ ธรรม ๑๕ ประการ นี้เท่านั้น ตรัสว่าเป็นจรณะ เพราะเหตุที่เป็นทางดำเนินไปสู่ทิศอมตะของพระอริยสาวก สมดังที่ตรัสไว้ว่า มหานามะ อริยสาวกในศาสนานี้ย่อมเป็นผู้มีศีล ดังนี้ เป็นอาทิ คำทั้งหมดพึงทราบโดยนัยที่ตรัสไว้ในมัชฌิมปัณณาสก นั่นเถิด
พระผู้มีพระภาค ทรงประกอบแล้ว ด้วยวิชชา ๘ นี้ และจรณะนี้ ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงทรงได้พระนามว่า วิชชาจรณสัมปันโน
ในสมบัติ ๒ ประการนั้น วิชชาสมบัติ ยังความเป็นพระสัพพัญญูของพระผู้มี พระภาคให้บริบูรณ์ จรณสมบัติ ยังความเป็นผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณาของ พระผู้มีพระภาคให้บริบูรณ์ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงทราบสิ่งที่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์ของสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยพระสัพพัญญุตญาณแล้ว ทรงชักนำ ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทรงเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ด้วยความเป็นผู้ทรงประกอบด้วย พระมหากรุณา เหมือนดังศาสดาอื่น ๆ ที่สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะนั้น ด้วยเหตุนั้น พระสาวกทั้งหลายของพระองค์จึงเป็นผู้ปฏิบัติดี ไม่เป็นผู้ปฏิบัติชั่ว เหมือนอย่าง พวกสาวกของศาสดาทั้งหลายผู้มีวิชชาและจรณะวิบัติ ซึ่งมีแต่ทำตนให้เดือดร้อน เป็นต้น
๔. อธิบายบท สุคโต
[๑๓๔] พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า สุคโต เพราะมีการทรงดำเนินไปงาม อย่างหนึ่ง เพราะเสด็จไปสู่ฐานะอันดีอย่างหนึ่ง เพราะเสด็จไปโดยชอบอย่างหนึ่ง เพราะตรัสโดยชอบอย่างหนึ่ง
จริงอยู่ แม้การดำเนินไป ท่านเรียกว่า คตะ แหละการดำเนินไปนั้นของพระผู้มี พระภาค เป็นการงาม คือบริสุทธิ์ หาโทษมิได้ ก็แหละ การดำเนินไปงามนั้น ได้แก่อะไร ?
(๑) ข้อว่าทรงดำเนินไปงาม
ได้แก่อริยมรรค จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคนั้น เสด็จไปไม่ละทิศอันเกษมด้วยการ ดำเนินไปนั้น จึงทรงได้พระนามว่า สุคโต เพราะมีการดำเนินไปงาม ด้วยประการฉะนี้
(๒) ข้อว่าเสด็จไปสู่ฐานะอันดี
พระผู้มีพระภาคเสด็จไปสู่ฐานะอันดี คือพระนิพพานอันเป็นอมตะ ดังนั้น จึงทรง ได้พระนามว่า สุคโต แม้เพราะเสด็จไปสู่ฐานะอันดี
(๓) ข้อว่าเสด็จไปโดยชอบ
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคนั้น เสด็จไปโดยชอบ คือไม่เสด็จกลับมาสู่กิเลสทั้งหลาย ที่ทรงละแล้วด้วยมรรคนั้น ๆ อีก สมดังคำที่พระสารีบุตตเถระกล่าวไว้ว่า กิเลสเหล่าใด ที่ทรงละแล้วด้วยโสดาปัตติมรรค พระผู้มีพระภาคไม่มา ไม่คืนมา ไม่กลับมาสู่กิเลส เหล่านั้นอีก ดังนั้น จึงทรงได้พระนามว่า สุคโต ฯลฯ กิเลสเหล่าใดที่ทรงละแล้ว ด้วยอรหัตมรรค พระผู้มีพระภาคไม่มา ไม่คืนมา ไม่กลับมาสู่กิเลสเหล่านั้นอีก ดังนั้น จึงทรงได้พระนามว่า สุคโต
อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จไปโดยชอบ คือทรงทำแต่ประโยชน์เกื้อกูลและ ความสุขแก่โลกทั้งปวง ด้วยพระสัมมาปฏิบัติ โดยทรงบำเพ็ญพระบารมี ๓๐ ทัศ นับจำเดิมแต่บาทมูลแห่งพระทีปังกรพุทธเจ้า ตราบเท่าถึงประเทศเป็นที่ผ่องใสแห่ง พระโพธิญาณ คือ เสด็จไปอย่างไม่เข้าไปสู่ริมทางเหล่านี้ คือ สัสสตทิฏฐิ ๑ อุจเฉททิฏฐิ ๑ กามสุขัลลิกานุโยค ๑ อัตตกิลมถานุโยค ๑ จึงทรงได้พระนามว่า สุคโต แม้เพราะเสด็จไปโดยชอบ ด้วยประการฉะนี้
(๔) ข้อว่าตรัสโดยชอบ
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคนั้น ย่อมตรัสโดยชอบ คือตรัสแต่พระวาจาที่สมควร ในฐานะอันสมควร จึงทรงได้พระนามว่าสุคโตแม้เพราะตรัสโดยชอบ ด้วยประการฉะนี้
ในอธิการนี้มีสูตรสาธกดังต่อไปนี้ คือ :-
"ตถาคตรู้วาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วย ประโยชน์ ทั้งวาจานั้นไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่น ๆ ตถาคตไม่ตรัสวาจานั้น"
"ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริงของแท้ แต่ไม่ประกอบ ด้วยประโยชน์ ทั้งวาจานั้นไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่เจริญใจของ คนอื่น ๆ แม้วาจานั้นตถาคตก็ไม่ตรัส"
"ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ เจริญใจของคนอื่น ๆ ในข้อนั้นตถาคตย่อมรู้จักกาลในอัน ที่จะใช้วาจานั้น"
"ตถาคตรู้วาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วย ประโยชน์ และวาจานั้นเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจของคนอื่น ๆ ตถาคตไม่ตรัสวาจานั้น"
"ตถาคตรู้วาจาใด แม้เป็นของจริงของแท้ แต่ไม่ ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจ ของคนอื่น ๆ แม้วาจานั้น ตถาคตก็ไม่ตรัส"
"ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง ของแท้ ประกอบ ด้วยประโยชน์ ทั้งวาจานั้นเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจของคน อื่น ๆ ข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลในอันที่จะใช้วาจานั้น"
"ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริงของแท้ แต่ไม่ประกอบ ด้วยประโยชน์ ทั้งวาจานั้นไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่เจริญใจของ คนอื่น ๆ แม้วาจานั้นตถาคตก็ไม่ตรัส"
"ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ เจริญใจของคนอื่น ๆ ในข้อนั้นตถาคตย่อมรู้จักกาลในอัน ที่จะใช้วาจานั้น"
"ตถาคตรู้วาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วย ประโยชน์ และวาจานั้นเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจของคนอื่น ๆ ตถาคตไม่ตรัสวาจานั้น"
"ตถาคตรู้วาจาใด แม้เป็นของจริงของแท้ แต่ไม่ ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจ ของคนอื่น ๆ แม้วาจานั้น ตถาคตก็ไม่ตรัส"
"ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง ของแท้ ประกอบ ด้วยประโยชน์ ทั้งวาจานั้นเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจของคน อื่น ๆ ข้อนั้น ตถาคตย่อมรู้กาลในอันที่จะใช้วาจานั้น"
นักศึกษาพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนาม สุคโต แม้เพราะตรัส โดยชอบ ด้วยประการดังพรรณนามานี้


0 ความคิดเห็น
โปรดแสดงความคิดเห็นที่สุภาพ🙏