๕. อธิบายบท โลกวิทู
[๑๓๕] ก็แหละ พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า โลกวิทู เพราะเป็นผู้ทรง รู้แจ้งโลก แม้โดยทุก ๆ ประการ เป็นความจริง พระผู้มีพระภาคนั้น ทรงรู้แจ้ง ทรงเข้าพระทัยทรงทะลุปรุโปร่งซึ่งโลกโดยทุก ๆ ประการ คือ โดยสภาวะ ได้แก่ ความเป็นจริง โดยสมุทัย ได้แก่เหตุเป็นแดนเกิด โดยนิโรธ ได้แก่ความดับ โดย นิโรธุบาย ได้แก่อุบายบรรลุถึงซึ่งความดับ
เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า อาวุโส ณ ที่สุดของโลกใดแล สัตว์ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ ณ ที่สุดของโลกนั้น เราไม่กล่าวว่า เป็นสิ่งที่จะพึงรู้พึงเห็น พึงบรรลุถึงด้วยการเดินไป อาวุโส แหละครั้นยังไม่ได้บรรลุถึงซึ่งที่สุดของโลก เราไม่กล่าวว่าได้ทำถึงซึ่งที่สุดของทุกข์ อาวุโส ก็แต่ว่า เราบัญญัติเอาโลก ความเกิด ขึ้นแห่งโลก ความดับแห่งโลก และปฏิปทาอันส่งให้ถึงซึ่งความดับแห่งโลก ตรงที่ กเฬวรากอันยาวประมาณวา ซึ่งมีสัญญามีใจครองนี้นั่นเทียว
ในกาลไหน ๆ บุคคลไม่พึงบรรลุถึงซึ่งที่สุดของโลก ด้วยการเดินไป อนึ่ง ครั้นยังไม่บรรลุถึงซึ่งที่สุดของโลก ที่ จะพ้นจากทุกข์หามีไม่
เพราะเหตุฉะนั้นแหละ ท่านผู้มีปัญญาหลักแหลม รู้แจ้งโลก ถึงซึ่งที่สุดของโลก อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว สงบแล้ว รู้ที่สุดของโลกแล้ว จึงไม่ปรารถนาซึ่งโลกนี้และโลกหน้า
[๑๓๖] อีกนัยหนึ่ง โลกมี ๓ อย่างคือ สังขารโลก ๑ สัตวโลก ๑ โอกาสโลก ๑ ในโลก ๓ นั้น สังขารโลก นักศึกษาพึงทราบในอาคตสถานว่า โลกหนึ่ง คือ สัตว์ ทุกจำพวกดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร สัตวโลก พึงทราบในอาคตสถาน ว่าโลกเที่ยงบ้าง ว่าโลกไม่เที่ยงบ้าง โอกาสโลก พึงเห็นในอาคตสถานว่าพระจันทร์และพระอาทิตย์หมุนไปรอบตัว ทำทิศ ทั้งหลายให้สว่างอยู่ โดยที่มีประมาณเท่าใด โดยที่มี ประมาณเท่านั้น โลกมีจำนวนตั้ง ๑,๐๐๐ อำนาจของท่าน ย่อมปกแผ่ไปในโลกเหล่านั้น
พระผู้มีพระภาคทรงรู้แจ้งโลกทั้ง ๓ นั้น โดยทุก ๆ ประการ จริงอย่างนั้น แม้ สังขารโลก พระผู้มีพระภาคนั้นทรงรู้แจ้ง โดยทุก ๆ ประการอย่างนี้ว่า
- โลกหนึ่ง คือสัตว์ทุกจำพวกดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร
- โลก ๒ คือ นาม ๑ รูป ๑
- โลก ๓ คือเวทนา ๓ อย่าง
- โลก ๔ คืออาหาร ๔ อย่าง
- โลก ๕ คืออุปาทานขันธ์ ๕
- โลก ๖ คืออายตนะภายใน ๖
- โลก ๗ คือวิญญาณฐิติ ๗
- โลก ๘ คือโลกธรรม ๘
- โลก ๙ คือสัตตาวาส ๙
- โลก ๑๐ คืออายตนะ ๑๐,
- โลก ๑๒ คืออายตนะ ๑๒,
- โลก ๑๘ คือธาตุ ๑๘
อีกประการหนึ่ง โดยเหตุที่พระผู้มีพระภาคนั้น ทรงทราบอาสยะ ทรงทราบ อนุสัย ทรงทราบจริต ทรงทราบอธิมุติ ของสัตว์แม้ทุกหมู่เหล่า ทรงทราบสัตว์ ทั้งหลายผู้มีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย ผู้มีกิเลสดุจธุลีในดวงตามาก ผู้มีอินทรีย์แก่ ผู้มีอินทรีย์อ่อน ผู้มีอาการดี ผู้มีอาการเลว ผู้ที่จะสอนให้รู้ได้ง่าย ผู้ที่จะสอนให้รู้ ได้ยาก ผู้ควรรู้ ผู้ไม่ควรรู้ ดังนั้น พระองค์จึงชื่อว่า ผู้ทรงรู้แม้สัตว์โลกโดยประการทั้งปวง
[๑๓๗] ก็แหละ สัตว์โลกพระผู้มีพระภาคทรงรู้แจ้งด้วยประการใด แม้โอกาส ส่วนกว้าง ทรงโลก พระองค์ก็ทรงรู้แจ้งด้วยประการนั้น จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคนั้น ทราบว่า จักรวาลหนึ่งโดยส่วนยาวและส่วนกว้าง ประมาณ ๑,๒๐๓,๔๕๐ โยชน์ โดยรอบปริมณฑลทั้งหมด ประมาณ ๓,๖๑๐,๓๕๐ โยชน์ ในจักรวาลนั้นมีแผ่นดิน อันนี้กล่าวโดยความหนาประมาณ ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ แผ่นดินนั้นมีน้ำตั้งอยู่บนลม รองรับไว้โดยความหนาประมาณ ๔๘๐,๐๐๐ โยชน์ มีลมดันขึ้นสู่นภากาศรองไว้โดย ความหนาประมาณ ๙๖๐,๐๐๐ โยชน์ นี้เป็นความดำรงอยู่ของโอกาสโลก แหละในจักรวาลอันดำรงอยู่อย่างนี้นั้น มี ภูเขาสิเนรุ เป็นภูเขาที่สูงที่สุด หยั่งลงใน มหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงขึ้นไปก็เท่ากันนั้นมีภูเขาใหญ่ทั้งหลาย คือ
- ๑. ภูเขายุคันธระ
- ๒. ภูเขาอิสินธระ
- ๓. ภูเขากรวีกะ
- ๔. ภูเขาสุทัสสนะ
- ๕. ภูเขาเนมินธระ
- ๖. ภูเขาวินตกะ
- ๗. ภูเขาอัสสกัณณะ
มี ภูเขาหิมวา สูง ๕๐๐ โยชน์ ยาวและกว้าง ๓,๐๐๐ โยชน์ ประดับด้วย ยอด ๘๔,๐๐๐ ยอด
มีต้นชมพูชื่อ นคะ วัดโดยรอบลำต้น ๑๕ โยชน์ ลำต้นสูง ๕๐ โยชน์ กิ่งยาว ๕๐ โยชน์ แผ่กิ่งออกไปโดยรอบได้ ๑๐๐ โยชน์ สูงขึ้นไปก็เท่านั้น ด้วยอานุภาพ แห่งต้นชมพูนั้น โลกจึงประกาศว่า ชมพูทวีป
แหละประมาณแห่งต้นชมพูนั้นใด ประมาณนั้นนั่นแล เป็นประมาณของต้น จิตรปาฏลีของพวกอสูร เป็นประมาณของต้นสิมพลีของครุฑ เป็นประมาณของต้น กระทุ่มในอปรโคยานทวีป เป็นประมาณของต้นกัปปพฤกษ์ในอุตตรกุรุทวีป เป็น ประมาณของต้นซึกในปุพพวิเทหทวีป เป็นประมาณของต้นปาริจฉัตตกะบนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ ด้วยเหตุนั้นแล ท่านโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า
ต้นไม้เกิดประจำภพ คือต้นปาฏลี ๑ ต้นสิมพลี ต้นชมพู ๑ ต้นปาริจฉัตตกะของพวกเทวดา ๑ ต้นกระทุ่ม ๑ ต้นกัปปพฤกษ์ ๑ เป็น ๗ ทั้งต้นซีก ๑
ภูเขาจักรวาล หยั่งลึกลงไปในมหาสมุทร ๘๒,๐๐๐ โยชน์ สูงขึ้นไปก็เท่ากันนั้น ภูเขาจักรวาลนี้ ตั้งล้อมโลกธาตุ ทั้งหมดนั้นไว้
ในโลกธาตุนั้น วงกลมแห่งพระจันทร์ ๔๙ โยชน์ วงกลมแห่งพระอาทิตย์ ๕๐ โยชน์ ภพดาวดึงส์ ๑๐,๐๐๐ โยชน์ ภพอสูร อเวจีมหานรก และชมพูทวีป เหมือนกัน อปรโคยานทวีป ๗,๐๐๐ โยชน์ ปุพพวิเทหทวีปเหมือนกัน อุตตรกุรุทวีป ๘๐,๐๐๐ โยชน์
แหละในโลกธาตุนั้น ทวีปใหญ่ทวีปหนึ่ง ๆ มีเกาะเล็กเกาะน้อยทวีปละ ๕๐๐ เกาะ สิ่งทั้งหมดแม้นั้น นับเป็นจักรวาลอันหนึ่ง นับเป็นโลกธาตุอันหนึ่ง ในระหว่าง แห่งจักรวาลเหล่านั้น มีโลกันตริกนรกอันหนึ่ง ๆ
พระผู้มีพระภาค ทรงรู้แจ้ง ทรงทราบ ทรงทะลุปรุโปร่ง ซึ่งจักรวาลอันไม่มี ที่สุด ซึ่งโลกธาตุอันไม่มีที่สุด ดังพรรณนามานี้ ด้วยพระพุทธญาณอันไม่มีที่สุด แม้โอกาสโลก พระผู้มีพระภาคก็ทรงรู้แจ้งโดยทุกประการเหมือนอย่างนั้น แม้ด้วย ประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า โลกวิทู เพราะเป็นผู้ทรงรู้แจ้งโลก โดยทุก ๆ ประการ
อธิบายบท อนุตฺตโร
[๑๓๘] ก็แหละ บุคคลผู้ยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคนั้นย่อมไม่มี เพราะไม่มีใคร ๆ ที่ประเสริฐกว่าพระองค์โดยคุณทั้งหลาย เป็นความจริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคนั้น ทรงครอบงำเสียซึ่งชาวโลกทั้งสิ้น แม้ด้วยพระคุณคือศีล แม้ด้วยพระคุณคือสมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นผู้ไม่มีผู้เสมอ เป็นผู้ไม่มีผู้เหมือน เป็นผู้ไม่มีผู้เปรียบ เป็นผู้ไม่มีผู้ทัดเทียม เป็นผู้ไม่มีบุคคลเทียบเคียง แม้ด้วยพระคุณคือศีล แม้ด้วยพระคุณคือสมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
"ภิกษุทั้งหลาย ก็แต่ว่าเรามองไม่เห็นบุคคลอื่นที่สมบูรณ์ด้วยศีล ยิ่งกว่าเราตถาคต ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก พร้อมทั้งมารโลก ฯลฯ ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์"
ดังนี้เป็นต้น นักศึกษาพึงกล่าวความพิสดารพระสูตรทั้งหลาย เช่น อัคคัปปสาทสูตร เป็นต้น และพระคาถาทั้งหลายเช่นพระคาถาว่า น เม อาจริโย อตฺถิ เป็นต้น นักศึกษาพึงกล่าวให้พิสดารเถิด
อธิบายบท ปุริสทมฺมสารถิ
[๑๓๙] พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า ปุริสทมฺมสารถิ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ทรงขับ อธิบายว่าทรงฝึก ทรงนำไป ซึ่งบุรุษผู้ควรฝึกทั้งหลาย
บทว่า ปุริสทมฺม ในคำว่า ปุริสทมฺมสารถิ ได้แก่ดิรัจฉานบุรุษบ้าง มนุษยบุรุษบ้าง อมนุษยบุรุษบ้าง ที่ยังไม่ได้ฝึก แต่ควรเพื่อจะฝึก เป็นความจริง แม้ดิรัจฉานบุรุษทั้งหลาย ที่พระผู้มีพระภาคทรงฝึกแล้ว ทรงทำให้หมดพิษสงแล้ว ทรงให้ดำรงอยู่ในสรณะและศีลทั้งหลายแล้ว เช่น พญานาคชื่อ อปลาละ พญานาคชื่อ จูโฬทระ พญานาคชื่อ มโหทระ พญานาคชื่อ อัคคิสิขะ พญานาคชื่อ ธูมสิขะ พญานาคชื่อ อรวาฬะ และช้างชื่อ ธนปาลกะ เป็นต้น
แม้มนุษยบุรุษทั้งหลาย เช่น สัจจกนิคัณฐบุตร อัมพัฏฐมาณพ โปกขรสาติพราหมณ์ โสณทัณฑพราหมณ์ กูฏทัณฑพราหมณ์ เป็นต้น
แม้อมนุษยบุรุษทั้งหลาย เช่น อาฬวกยักษ์ สูจิโลมยักษ์ และยักษ์ ขรโลมยักษ์ และท้าวสักกเทวราช เป็นต้น ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงฝึกแล้ว ทรงแนะนำแล้ว ด้วยวินโยบายทั้งหลายอันวิจิตร อนึ่ง พระสูตรนี้ความว่า
"เกสี เราย่อมแนะนำบุรุษที่ควรฝึกทั้งหลาย ด้วยวิธีละเอียดบ้าง ย่อมแนะนำด้วยวิธีหยาบบ้าง ย่อมแนะนำทั้งด้วยวิธีละเอียดและวิธีหยาบบ้าง"
ดังนี้เป็นต้น นักศึกษาพึงยกมาบรรยายให้พิสดารในเรื่องฝึกบุรุษที่ควรฝึกนี้ อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเมื่อทรงสอนคุณอันอัศจรรย์ มีปฐมฌานเป็นต้น ให้แก่ผู้ปฏิบัติทั้งหลายผู้มีศีลบริสุทธิ์แล้วเป็นต้น และทรงสอนมรรคปฏิปทาชั้นสูงขึ้นไปให้แก่พระอริยเจ้าทั้งหลายลำดับพระโสดาบันเป็นต้น ชื่อว่า ย่อมทรงฝึกแม้ซึ่งบุคคลทั้งหลายผู้ที่ฝึกแล้วเหมือนกัน
๖. อธิบายบท อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ
อีกนัยหนึ่ง บทว่า อนุตฺตโร กับบทว่า ปุริสทมฺมสารถิ นี้ เป็นบทที่มีความหมายอย่างเดียวกันนั่นเทียว เป็นความจริง พระผู้มีพระภาคย่อมทรงขับบุรุษที่ควรฝึกทั้งหลายได้โดยประการที่เขาทั้งหลายนั่งอยู่โดยบัลลังก์อันเดียว ให้แล่นไปสู่ทิศทั้ง ๔ ได้อย่างไม่ขัดข้อง เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคเป็นนายสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกชั้นยอดเยี่ยม
แหละพระสูตรนี้ความว่า ภิกษุทั้งหลาย ช้างที่ควรฝึกอันนายควาญช้างฝึกแล้วย่อมแล่นไปได้เพียงทิศเดียวเท่านั้น ดังนี้เป็นต้น อันนักศึกษาพึงพรรณนาให้พิสดารในอธิการนี้
๗. อธิบายบท สตฺถา เทวมนุสฺสานํ
[๑๔๐] พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า สตฺถา เพราะอรรถว่า เป็นผู้ทรงสั่งสอนด้วยประโยชน์ชาตินี้ ประโยชน์ชาติหน้า และปรมัตถประโยชน์ทั้งหลายอย่างสมควรกัน อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า สตฺถา เพราะอรรถว่า เป็นเหมือนนายกอง พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้นำหมู่ อรรถาธิบายในอธิการนี้ นักศึกษาพึงทราบแม้ตามนัยแห่งนิเทศพระบาลีมีอาทิดังนี้ว่า
นายกองเกวียน ย่อมนำหมู่เกวียนให้ข้ามพันกันดารไปได้ คือพาข้ามพ้นโจรกันดาร สัตว์ร้ายกันดาร ทุพภิกขภัยกันดาร และกันดารคืออดน้ำ คือพาข้ามพ้นไปให้บรรลุถึงซึ่งภูมิประเทศ อันมีความเกษมฉันใด พระผู้มีพระภาคทรงเป็นนายกองทรงเป็นผู้นำหมู่ ทรงนำหมู่ สัตว์ทั้งหลายให้ข้ามกันดารไปได้ คือทรงให้ข้ามชาติกันดาร... ฉันนั้น
บทว่า เทวมนุสฺสานํ แปลว่า ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย คำนี้ตรัสไว้ด้วย กำหนดเอาเวไนยสัตว์ขั้นอุกฤษฎ์ และด้วยกำหนดเอาขั้นภัพพบุคคลคือบุคคลผู้ควร ตรัสรู้ แต่แท้จริงพระผู้มีพระภาคทรงเป็นศาสดาแม้ของจำพวกสัตว์ดิรัจฉานด้วย โดยทรงประทานพระอนุสาสนีให้ ฝ่ายข้างสัตว์ดิรัจฉานเหล่านั้น ครั้นได้สำเร็จ อุปนิสัยสมบัติด้วยการฟังพระธรรมแต่พระผู้มีพระภาคแล้ว เพราะเหตุอุปนิสัยสมบัติ นั้นนั่นแล ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งมรรคและผลในอัตภาพที่ ๒ บ้าง ในอัตภาพที่ ๓ บ้าง เป็นความจริง เรื่องนี้มีตัวอย่างเช่นมัณฑูกเทพบุตรเป็นต้น
เรื่องมัณฑูกเทพบุตร
ได้ยินมาว่า ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดชาวเมือง จัมปานครอยู่ ณ ริมฝั่งสระโบกขรณีชื่อ คัคครา มีกบตัวหนึ่งได้ถือนิมิตในพระสุรเสียง ของพระผู้มีพระภาค บังเอิญคนเลี้ยงลูกโคคนหนึ่งเมื่อจรดไม้พลองลง ได้จรดกดเอากบนั้นตรงที่ศีรษะ กบนั้นได้ถึงแก่ความตายลงในขณะนั้นนั่นเทียว แล้วได้ไปบังเกิดอยู่ บนวิมานทองสูง ๑๒ โยชน์ในภพดาวดึงส์สวรรค์ แหละมัณฑูกเทพบุตรนั้น ซึ่งเป็น เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้นเห็นตนถูกห้อมล้อมด้วยหมู่นางเทพอัปษรในวิมานทองนั้น จึงพิจารณาดูว่า เอ ! แม้เราก็ชื่อว่าได้มาบังเกิด ณ ที่นี่แล้ว เราได้สร้างกรรมอะไร ไว้หนอ มองไม่เห็นกรรมชนิดไหนอย่างอื่น นอกจาก การถือเอานิมิตในพระสุรเสียง ของพระผู้มีพระภาค ทันใดนั้น มัณฑูกเทพบุตรนั้น จึงได้เหาะมาพร้อมทั้งวิมาน กราบนมัสการพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคอยู่ พระผู้มีพระภาคถึงจะทรงทราบ อยู่ก็ตรัสถามว่า
"ใคร ? รุ่งเรืองด้วยฤทธิ์ ด้วยยศ มีผิวพรรณอันงามยิ่ง บันดาลทิศทั้งปวงให้สว่างไสว นมัสการกราบเท้าเราอยู่"
มัณฑูกเทพบุตรกราบทูลว่า
"ในชาติก่อน ข้าพระองค์ได้เป็นกบ อยู่ในน้ำ มีน้ำเป็น โคจร ขณะข้าพระองค์ฟังธรรมของพระพุทธองค์อยู่ คน เลี้ยงลูกโคได้ฆ่าแล้ว"
พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงธรรมโปรดแก่มัณฑูกเทพบุตรนั้น ธรรมมาภิสมัย คือการตรัสรู้ธรรม ได้มีแก่ปาณสัตว์ทั้งหลายถึง ๘๔,๐๐๐ ฝ่ายเทพบุตรดำรงอยู่ใน โสดาปัตติผลยิ้มแย้มกลับไป ฉะนี้แล
๘. อธิบายบท พุทฺโธ
[๑๔๑] ก็แหละ พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า พุทโธ เพราะทรงรู้อะไร ๆ ที่ควรรู้ ซึ่งมีอยู่อย่างทั่วถ้วนนั่นเทียว ด้วยอำนาจแห่งวิโมกขันติกญาณ (คือพุทธญาณ ทั้งปวง)
อีกประการหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระนามว่า พุทโธ แม้เพราะเหตุ ทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ คือ เพราะเหตุตรัสรู้สัจจะ ๔ ด้วยพระองค์เองบ้าง เพราะเหตุ ยังหมู่สัตว์อื่น ๆ ให้ตรัสรู้สัจจะ ๔ บ้าง
ก็แหละ เพื่อที่จะให้เข้าใจอรรถาธิบายนี้อย่างแจ่มชัด นักศึกษาพึงทำให้พิสดาร ซึ่งนัยที่มาในนิเทส หรือนัยที่มาในปฏิสัมภิทามรรค แม้ทั้งหมด ซึ่งเป็นไปอย่างนี้ว่า
พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า พุทโธ เพราะเป็นผู้ตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคทรงได้พระนามว่า พุทโธ เพราะทรงยังหมู่สัตว์ให้ตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย
๙. อธิบายบท ภควา
[๑๔๒] ก็แหละ คำว่า ภควา นี้ เป็นชื่อเรียกพระผู้มีพระภาคนั้น ผู้เป็น ครูชั้นประเสริฐโดยพระคุณ เป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง ด้วยความคารวะ ด้วยเหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงได้กล่าวไว้ว่า
คำว่า ภควา เป็นคำประเสริฐ คำว่า ภควา เป็นคำชั้นสูง พระผู้มีพระภาคนั้นทรงเป็นครูและเป็นผู้ควรแก่การคารวะ ด้วยเหตุนั้น นักปราชญ์จึงเฉลิมพระนามว่า ภควา
อีกประการหนึ่ง นามมี ๔ ชนิดคือ
- อาวัตถิกนาม ๑
- ลิงคิกนาม ๑
- เนมิตติกนาม ๑
- อธิจจสมุปปันนนาม ๑
- ชื่อมีอาทิอย่างนี้ คือ วจฺโฉ (โคเด็ก), ทมฺโม (โคหนุ่ม), พลิพทฺโท (โคเปลี่ยว) ชื่อว่า อาวตฺถิกนาม
- ชื่อมีอาทิอย่างนี้ คือ ทณฺฑี (พญายม/ผู้มีไม้พลอง), ฉตฺตี (พระราชา/ผู้มีฉัตร), สิขี (นกยูง/ผู้มีหงอน), กรี (ช้าง/ผู้มีงวง) ชื่อว่า ลิงคิกนาม
- ชื่อมีอาทิอย่างนี้ คือ เตวิชฺโช (พระอรหันต์ผู้สำเร็จวิชา ๓), ฉฬภิญฺโญ (พระอรหันต์ผู้สำเร็จอภิญญา ๖) ชื่อว่า เนมิตติกนาม
- ชื่อที่ตั้งขึ้นโดยมิได้มุ่งถึงความหมายแห่งคำ มีอาทิอย่างนี้ คือ นายสิริวัฑฒกะ, นายธนวัฑฒกะ ชื่อว่า อธิจฺจสมุปฺปนฺนนาม
พระนามว่า ภควา นี้ เป็นวิโมกขันติกนาม (นามที่เกิดในที่สุดแห่งอรหัตมรรค) เป็นบัญญัติที่สำเร็จประจักษ์แจ้งพร้อมกับการได้พระสัพพัญญุตญาณ ณ โคนโพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย
[๑๔๓] แหละนามว่า ภควา นี้ มีพระคุณเหล่าใดเป็นนิมิต เมื่อจะประกาศพระคุณเหล่านั้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงได้ประพันธ์คาถาไว้ดังนี้ :-
พระผู้มีพระภาคนั้น นักปราชญ์ถวายพระนามว่า ภควา
- เพราะทรงเป็นผู้มีโชค (ภคี)
- เพราะทรงเป็นผู้ส้องเสพ (ภซี)
- เพราะทรงเป็นผู้มีส่วน (ภาคิ)
- เพราะทรงเป็นผู้จำแนก (วิภตฺตวา)
- เพราะได้ทรงทำการหักกิเลสบาปกรรม
- เพราะทรงเป็นครู
- เพราะทรงเป็นผู้มีบุญบารมี (ภาคุยวา)
- เพราะทรงเป็นผู้มีพระองค์อันอบรมดีแล้วด้วยญายธรรมทั้งหลายเป็นอันมาก
- เพราะทรงเป็นผู้ถึงที่สุดแห่งภพ
ส่วนอรรถาธิบายแห่งบทนั้น ๆ ในคาถานี้ นักศึกษาพึงทราบตามนัยที่ตรัสไว้ในคัมภีร์นิเทสนั่นเถิด
[๑๔๔] แต่ยังมีนัยอื่นอีกดังต่อไปนี้ :-พระผู้มีพระภาค ทรงเป็นผู้มีบุญบารมี ทรงเป็นผู้หักกิเลสบาปธรรม ทรงเป็นผู้ประกอบด้วยโชคทั้งหลาย ทรงเป็นผู้จำแนก ทรงเป็นผู้ส้องเสพ ทรงเป็นผู้คายความไปเกิดในภพทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น จึงทรงได้พระนามว่า ภควา
อธิบายบท ภาคุยวา
ในบทเหล่านั้น มีอรรถาธิบายดังนี้: นักศึกษาพึงทราบว่า แทนที่จะเฉลิมพระนามว่า ภาคุยวา (เพราะพระผู้มีพระภาคนั้นทรงมีพระบารมีเช่นทานศีลเป็นต้น อันถึงความยอดยิ่งพร้อมที่จะบันดาลให้บังเกิดโลกิยสุขและโลกุตตรสุขได้) ก็ไปเฉลิมพระนามเสียว่า ภควา ทั้งนี้ เพราะถือเอาลักษณะแห่งภาษา มีการเติมอักษรใหม่และยักย้ายอักษรเป็นต้น หรือเพราะถือเอาลักษณะที่บวกเข้ากัน เช่น ปีโสทรศัพท์ เป็นต้น ตามนัยแห่งศัพทศาสตร์
อธิบายบท ภคฺควา
อนึ่ง เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคนั้น ได้ทรงหักเสียแล้วซึ่งกิเลสอันเป็นเหตุให้เกิดความกระวนกระวายและความเร่าร้อนจำนวนแสนอย่างสิ้นเชิง อันต่างด้วย:
- โลภะ โทสะ โมหะ และมนสิการอันเคลื่อนคลาด
- อหิริกะ และอโนตฺตปฺปะ
- โกธะ และอุปนาหะ
- มักขะ และปลาสะ
- อิสสา และมัจฉริยะ
- มายา และสาเถยยะ
- ถัมภะ และสารัมภะ
- มานะ และอติมานะ
- มทะ และปมาทะ
- ตัณหา และอวิชชา
อกุศลมูล ๓, ทุจริต ๓, สังกิเลส ๓, มลทิน ๓, วิสมะ ๓, สัญญา ๓, วิตก ๓, ปปญฺจธรรม ๓ วิปริเยสะ ๔, อาสวะ ๔, คันถะ ๔, โอฆะ ๔, โยคะ ๔, อคติ ๔, ตัณหุปปาทะ ๔, อุปาทาน ๔ เจโตขีละ ๕, วินิพันธะ ๕, นิวรณ์ ๕, อภินันทนะ ๕ วิวาทมูล ๖, ตัณหากายะ ๖ อนุสัย ๗, มิจฉัตตะ ๘, ตัณหามูลกะ ๙, อกุศลกรรมบถ ๑๐, ทิฏฐิ ๖๒ และตัณหาวิจริต ๑๐๘
หรือเมื่อว่าโดยสังเขป พระผู้มีพระภาคได้ทรงหักเสียแล้วซึ่งมาร ๕ จำพวก คือ
- กิเลสมาร ๑
- ขันธมาร ๑
- อภิสังขารมาร ๑
- เทวปุตตมาร ๑
- มัจจุมาร ๑
ดังนั้น แทนที่จะเฉลิมพระนามว่า ภคฺควา (เพราะพระผู้มีพระภาคได้ทรงหักเสียซึ่งอันตรายเหล่านั้น) ก็ไปเฉลิมพระนามเสียว่า ภควา จริงอย่างนั้น ในความข้อนี้ ท่านสังคีติกาจารย์ประพันธ์คาถาไว้ดังนี้ :-
พระผู้มีพระภาคนั้น เป็นผู้ทรงหักราคะ
เป็นผู้ทรงหักโทสะ
เป็นผู้ทรงหักโมหะ
เป็นผู้ทรงหาอาสวะมิได้
บาปธรรมทั้งหลาย พระองค์ทรงหักแล้ว
ด้วยเหตุนั้น นักปราชญ์จึงเฉลิมพระนามว่า ภควา ฉะนี้
ก็แหละ สมบัติคือพระรูปกายของพระผู้มีพระภาค ผู้ทรงไว้ซึ่งพระลักษณะอันเกิดแต่บุญตั้ง ๑๐๐ ชนิดนั้น เป็นอันท่านแสดงแล้วด้วยพระคุณคือความเป็นผู้ทรงมีบุญบารมี
สมบัติคือพระธรรมกาย เป็นอันท่านแสดงแล้วด้ว
พระคุณคือความเป็นผู้มีโทสะอันหักแล้ว ภาวะที่พระพุทธองค์มีคนชั้นโลก ๆ และคนชั้นปัญญาชนทั้งหลายรู้จักมากก็ดี ภาวะที่พระพุทธองค์อันเหล่าคฤหัสถ์และหมู่บรรพชิตทั้งหลายเข้าถึง และเป็นผู้ทรงสามารถในอันช่วยบำบัดทุกข์กายทุกข์ใจแก่คฤหัสถ์และบรรพชิตเหล่านั้น ผู้เข้าถึงแล้วก็ดี ความเป็นผู้ทรงมีพระอุปการะแก่เขาเหล่านั้นด้วยอามิสทาน และธรรมทานก็ดี ความเป็นผู้ทรงสามารถในอันประกอบเขาเหล่านั้นไว้ด้วยโลกิยสุข และโลกุตตรสุขก็ดี ย่อมเป็นอันท่านแสดงแล้วด้วยพระคุณทั้ง ๒ เหมือนอย่างนั้น
อธิบายบท ภเคหิ ยุตฺโต
ก็แหละ เพราะเหตุที่ในทางโลก ศัพท์ว่า ภค ย่อมใช้ได้ในสภาวธรรม ๖ อย่าง คือ อิสริยะ ๑ ธัมมะ ๑ ยสะ ๑ สิริ ๑ กามะ ๑ ปยัตตะ ๑
เป็นความจริง อิสริยะ คือความเป็นใหญ่ในพระหฤทัยของพระองค์ชั้นเยี่ยม หรือพระอิสริยะที่ชาวโลกรับรองกันอันบริบูรณ์ด้วยประการทั้งปวง มีอันบันดาลร่างกายให้ละเอียด และบันดาลร่างกายให้เบาเป็นต้นของพระผู้มีพระภาคนั้นมีอยู่ ธัมมะ คือพระธรรมชั้นโลกุตตระของพระผู้มีพระภาคนั้นมีอยู่ ยสะ คือพระยศอันบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ที่พระองค์ทรงได้มาด้วยพระคุณตามความเป็นจริง อันแผ่คลุมไปทั่วโลกทั้ง ๓ ของพระผู้มีพระภาคนั้น มีอยู่
สิริ คือพระสิริโสภาแห่งพระอวัยวะทุกส่วนอันบริบูรณ์ด้วยประการทั้งปวง ซึ่งสามารถให้เกิดความขวนขวายในอันอยากชมพระรูปพระโฉม และให้เกิดความเลื่อมใสของพระผู้มีพระภาคนั้น มีอยู่ กามะ คือพระประสงค์อันหมายถึงความบังเกิดแห่งประโยชน์ที่ทรงประสงค์ เพราะประโยชน์ใด ๆ จะเป็นประโยชน์ของพระองค์ก็ตาม จะเป็นประโยชน์ของผู้อื่นก็ตาม ที่พระองค์ทรงประสงค์แล้ว ทรงปรารถนาแล้ว ประโยชน์นั้น ๆ ก็เป็นอันสำเร็จสมพระประสงค์ทั้งนั้น และ ปยัตตะ คือพระสัมมาวายามะอันเป็นต้นเหตุให้บรรลุถึงซึ่งความเป็นครูของโลกทั้งปวงของพระผู้มีพระภาคนั้น มีอยู่
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคนั้น แม้เพราะทรงประกอบด้วยภคธรรม ๖ อย่างนี้ ชาวโลกจึงขนานพระนามว่า ภควา โดยอรรถวิเคราะห์ว่า ภคา อสฺส สนฺติ แปลว่า ผู้มีภคธรรม ๖ อย่าง ฉะนี้
อธิบายบท วิภตฺตวา
อนึ่ง เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคทรงเป็นผู้จำแนก อธิบายว่า ทรงเป็นผู้แจก ทรงเป็นผู้เปิดเผย ทรงเป็นผู้แสดงซึ่งสรรพธรรม โดยประเภททั้งหลายมีกุศลประเภทเป็นต้นอย่างหนึ่ง ซึ่งธรรมทั้งหลายมีกุศลธรรมเป็นต้น โดยเป็นขันธ์ อายตนะ ธาตุ สัจจะ อินทรีย์ และปฏิจจสมุปบาทเป็นต้นอย่างหนึ่ง
ซึ่งทุกขอริยสัจเพราะอรรถว่า บีบคั้น อันปัจจัยปรุงแต่ง เร่าร้อน และแปรผัน, ซึ่งสมุทยอริยสัจ เพราะอรรถว่า ประมวลมา เป็นเหตุ ประกอบไว้ และกางกั้น, ซึ่งนิโรธอริยสัจ เพราะอรรถว่า เป็นที่สลัดออก สงัด อันปัจจัยมิได้ปรุงแต่ง และเป็นอมตะ, ซึ่งมัคคอริยสัจ เพราะอรรถว่า นำออก เป็นเหตุ เห็นแจ้ง และเป็นอธิบดีอย่างหนึ่ง ฉะนั้น แทนที่จะเฉลิมพระนามว่า วิภตฺตวา แต่ไปเฉลิมพระนามเสียว่า ภควา ดังนี้
อธิบายบท ภตฺตวา
ก็แหละ เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคนั้น ทรงคบ ทรงส้องเสพ ทรงกระทำให้มากซึ่งทิพพวิหารธรรม พรหมวิหารธรรม และอริยวิหารธรรมทั้งหลาย[*], ซึ่งกายวิเวก จิตตวิเวก และอุปธิวิเวก, ซึ่งสุญญตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ และอนิมิตตวิโมกข์ และทรงคบ ทรงส้องเสพ ทรงกระทำให้มากซึ่งอุตตริมนุสสธรรมอย่างอื่น ๆ ทั้งที่เป็นโลกิยะทั้งที่เป็นโลกุตตระ ฉะนั้น แทนที่จะเฉลิมพระนามพระองค์ว่า ภตฺตวา แต่ไปเฉลิมพระนามเสียว่า ภควา ดังนี้
[*] เชิงอรรถ:
ทิพพวิหารธรรม ได้แก่ รูปาวจรฌาน, พรหมวิหารธรรม ได้แก่ เมตตาฌานเป็นต้น, อริยวิหารธรรม ได้แก่ ผลสมาบัติ (ฎีกา)
อธิบายบท ภเวสุ วนฺตคมโน
อนึ่ง เพราะเหตุที่การท่องเที่ยวไปในภพทั้ง ๓ คือตัณหาในภพ ๓ อันพระผู้มีพระภาคนั้นทรงคายออกแล้ว ฉะนั้น แทนที่จะเฉลิมพระนามพระองค์ว่า ภเวสุ วนฺตคมโน แต่ไปเฉลิมเสียว่า ภควา ดังนี้ โดยยกเอา ภ อักษรจากภวศัพท์, เอา ค อักษรจากคมนศัพท์, เอา ว อักษรจากวนฺตศัพท์ แล้วทำเป็นทีฆสระ เหมือนอย่างในทางโลก แทนที่จะพูดว่า เมหนสฺส ขสฺส มาลา แต่ก็พูดเสียว่า เมขลา ฉะนี้ (โดยเอา เม จาก เมหนสฺส, เอา ข จาก ขสฺส, เอา ลา จาก มาลา แล้วประสมกันเป็น เมขลา แปลว่า เครื่องประดับที่ลับ, สายรัดเอว)
องค์ฌาน ๕ เกิด
[๑๔๕] เมื่อโยคีบุคคลนั้นระลึกถึงพุทธคุณทั้งหลายอยู่เนือง ๆ ว่า พระผู้มีพระภาคนั้นเป็นพระอรหันต์ เพราะเหตุนี้และเหตุนี้... พระผู้มีพระภาคนั้นเป็นภควา เพราะเหตุนี้และเหตุนี้ด้วยประการดังพรรณนามา สมัยนั้น จิตของเธอจะไม่ถูกราคะ จะไม่ถูกโทสะรบกวน จะไม่ถูกโมหะรบกวน สมัยนั้น จิตของเธอย่อมจะปรารภตรงดิ่งถึงพระตถาคตเจ้า
เมื่อโยคีบุคคลนั้นมีจิตตรงเพราะมุ่งหน้าต่อพระกัมมัฏฐาน มีนิวรณ์อันข่มไว้แล้ว เพราะไม่มีราคะเป็นต้นรบกวนอย่างนี้แล้ว วิตกและวิจารอันโน้มเอียงไปในพระพุทธคุณย่อมดำเนินไป ด้วยประการฉะนี้
เมื่อโยคีบุคคลตริตรึกและพิจารณาถึงพระพุทธคุณอยู่ ปีติย่อมเกิดขึ้น เมื่อโยคีบุคคลมีใจประกอบด้วยปีติ ความกระวนกระวายกายและใจย่อมสงบลงด้วยความสงบอันมีปีติเป็นปทัฏฐาน
เมื่อโยคีบุคคลมีความกระวนกระวายสงบแล้ว ความสุขทั้งทางกายทั้งทางใจย่อมเกิดขึ้น เมื่อโยคีบุคคลมีความสุข จิตที่มีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ย่อมเป็นสมาธิ องค์ฌานทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นในขณะเดียวกันโดยลำดับ ด้วยประการฉะนี้
กัมมัฏฐานนี้สำเร็จเพียงอุปจารฌาน
ก็แหละ เพราะเหตุที่พระพุทธคุณทั้งหลายเป็นสภาวธรรมที่ล้ำลึกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่โยคีบุคคลน้อมจิตไปในอันระลึกถึงพระคุณอย่างนานาประการอย่างหนึ่ง ฌานจึงไม่ขึ้นถึงขั้นอัปปนา ถึงเพียงขั้นอุปจาระเท่านั้นเอง
ฌานนี้นั้น ถึงซึ่งอันนับได้ว่า พุทธานุสสติฌาน เพราะเหตุที่บังเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งการระลึกถึงพระพุทธคุณนั้นแล
อานิสงส์การเจริญพุทธานุสสติกัมมัฏฐาน
ก็แหละ ภิกษุผู้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งพุทธานุสสติกัมมัฏฐานนี้ ย่อมเป็นผู้มีความเคารพ มีความยำเกรงในพระศาสดา ย่อมบรรลุถึงซึ่งความไพบูลย์ด้วยศรัทธา ความไพบูลย์ด้วยสติ ความไพบูลย์ด้วยปัญญา และความไพบูลย์ด้วยบุญ เป็นผู้มากไปด้วยปีติและปราโมทย์ เป็นผู้กำจัดเสียได้ซึ่งโทษภัยอันน่ากลัว เป็นผู้สามารถอดกลั้นได้ต่อทุกขเวทนา ย่อมได้ความมั่นใจว่าอยู่ร่วมกับพระศาสดา แม้สรีระร่างของภิกษุนั้นอันพุทธานุสสติครอบครองแล้ว ย่อมกลายเป็นสิ่งที่ควรแก่การบูชาเป็นเสมือนเรือนพระเจดียสถานฉะนั้น จิตของภิกษุนั้นย่อมน้อมไปในพุทธภูมิ แหละถึงคราวที่ประจวบเข้ากับสิ่งที่จะพึงล่วงละเมิด หิริและโอตตัปปะย่อมจะปรากฏ แก่ภิกษุนั้น เป็นเสมือนเห็นพระศาสดาอยู่ต่อหน้าฉะนั้น
อนึ่ง ภิกษุผู้ประกอบ เนือง ๆ ซึ่งพุทธานุสสติกัมมัฏฐานนั้น เมื่อยังไม่ได้แทงตลอดคุณวิเศษยิ่ง ๆ ขึ้นไป (ในชาตินี้) ก็จะเป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
เพราะเหตุฉะนั้นแล โยคาวจรบุคคลผู้มีปัญญาดี พึง บำเพ็ญความไม่ประมาทในพุทธานุสสติภาวนา ซึ่งมี อานุภาพอันยิ่งใหญ่ดังพรรณนามานี้ ในกาลทุกเมื่อ เทอญ
กถามุขพิสดารในพุทธานุสสติกัมมัฏฐานประการแรก ยุติลงเพียงเท่านี้





0 ความคิดเห็น
โปรดแสดงความคิดเห็นที่สุภาพ🙏