วิธีเจริญธัมมานุสสติกัมมัฏฐาน 

[๑๔๖] แม้อันโยคีบุคคลผู้ปรารถนาเพื่อที่จะเจริญธัมมานุสสติกัมมัฏฐาน ไปอยู่ในที่ลับหลีกเร้นอยู่ ณ เสนาสนะอันสมควร พึงระลึกถึงเนือง ๆ ซึ่งคุณทั้งหลาย ของปริยัติธรรมและโลกุตตรธรรม ๙ อย่างนี้ว่า 
  •  ๑. สวากขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว
  •  ๒. สนฺทิฏฐิโก พระธรรมอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง
  •  ๓. อกาลิโก พระธรรมให้ผลไม่ประกอบด้วยกาล
  •  ๔. เอหิปสฺสิโก พระธรรมเป็นสิ่งที่ควรเชิญให้มาดู
  •  ๕. โอปนยิโก พระธรรมเป็นสิ่งที่น้อมเข้ามาในใจได้
  •  ๖. ปจจตฺตํ เวทิตพโพ วิญญูหิ  พระธรรมอันวิญญูชนทั้งหลาย จะพึงรู้เฉพาะตน

​๑. อธิบายบท สวากขาโต

​[๑๔๗] ก็แหละ ในบท สวากขาโต นี้ แม้ปริยัติธรรมก็ถึงอันสงเคราะห์ เอาด้วย ในบทอื่น ๆ นอกนี้ สงเคราะห์เอาเฉพาะโลกุตตรธรรม

ปริยัติธรรมเป็นสวากขาตธรรม

​ในธรรม ๒ ประเภทนั้น ปริยัติธรรมประการแรก ชื่อว่า อันพระผู้มีพระภาค ตรัสไว้ดีแล้ว เพราะมีความงามในเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด และเพราะประกาศ พรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง

ความงาม ๓ ของปริยัติธรรม

​จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระพุทธพจน์อันใดแม้เพียงพระคาถาอันเดียว พระพุทธพจน์นั้น ชื่อว่ามีความงามในเบื้องต้นด้วยบาทต้น ชื่อว่ามีความงามใน ท่ามกลางด้วยบาทที่ ๒ และที่ ๓ ชื่อว่ามีความงามในที่สุดด้วยบาทหลัง เพราะ พระธรรมมีความงามรอบตัว

​พระสูตรที่มีอนุสนธิอันเดียว มีความงามในเบื้องต้นด้วยคำนิทาน มีความงาม ในที่สุดด้วยคำนิคมน์ มีความงามในท่ามกลางด้วยคำที่เหลือ

​พระสูตรที่มีอนุสนธิมากหลาย มีความงามในเบื้องต้นด้วยอนุสนธิแรก มีความ งามในที่สุดด้วยอนุสนธิหลัง มีความงามในท่ามกลางด้วยอนุสนธิที่เหลือ

​อีกประการหนึ่ง พระสูตรที่มีอนุสนธิมากหลายนั้น ชื่อว่ามีความงามในเบื้องต้น เพราะมีทั้งคำนิทาน มีทั้งคำอุบัติเหตุ ชื่อว่ามีความงามในท่ามกลาง เพราะมีเนื้อความไม่ วิปริตผิดเพี้ยนไป และเพราะประกอบด้วยเหตุและอุทาหรณ์โดยสมควรแก่เวไนยนิกร ทั้งหลายและชื่อว่ามีความงามในที่สุด เพราะคำนิคมน์อันให้เกิดความได้ศรัทธาแก่ผู้ ฟังทั้งหลาย

​ศาสนธรรมแม้ทั้งสิ้น มีความงามในเบื้องต้นด้วยศีลอันเป็นเหตุของตน มีความ งามในท่ามกลางด้วยสมถะ วิปัสสนา มรรค และผลทั้งหลาย มีความงามในที่สุด ด้วยนิพพาน

​อีกประการหนึ่ง ศาสนธรรมทั้งสิ้น มีความงามในเบื้องต้นด้วยศีลและสมาธิ มีความงามในท่ามกลางด้วยวิปัสสนาและมรรค ๔ มีความงามในที่สุดด้วยผล ๔ และนิพพาน

​อีกประการหนึ่ง ศาสนธรรมทั้งสิ้น ชื่อว่ามีความงามในเบื้องต้นเพราะพระพุทธเจ้า เป็นผู้รู้ดี ชื่อว่ามีความงามในท่ามกลางเพราะพระธรรมเป็นธรรมดี ชื่อว่ามีความงาม ในที่สุดเพราะพระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดี

​อีกประการหนึ่ง ศาสนธรรมทั้งสิ้น ชื่อว่ามีความงามในเบื้องต้นด้วยอภิสัมโพธิ ที่สาธุชนฟังศาสนธรรมนั้นแล้วปฏิบัติเพื่อประโยชน์ด้วยประการนั้นจะพึงบรรลุได้ ชื่อว่า มีความงามในท่ามกลางด้วยปัจเจกโพธิ ชื่อว่ามีความงามในที่สุดด้วยสาวกโพธิ

​ก็แหละ ศาสนธรรมนั้น ขณะฟังย่อมนำความงามมาแม้ด้วยการฟังนั่นเทียว โดยการข่มเสียซึ่งนิวรณ์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ามีความงามในเบื้องต้น ขณะปฏิบัติ ก็นำความงามมาแม้ด้วยข้อปฏิบัติ โดยนำมาซึ่งความสุขอันเกิดแต่สมถะและ วิปัสสนา เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่ามีความงามในท่ามกลาง และขณะปฏิบัติแล้วด้วย ประการนั้น เมื่อผลแห่งปฏิบัติสำเร็จแล้ว ย่อมนำความงามมาแม้ด้วยผลแห่งการ ปฏิบัติ โดยนำมาซึ่งความเป็นผู้คงเส้นคงวา เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่ามีความงามในที่สุด

​พระธรรม ชื่อว่าอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว เพราะมีความงามในเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด ดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้

อธิบาย พร้อมทั้งอรรถะพร้อมทั้งพยัญชนะ

​อนึ่ง พระผู้มีพระภาคนั้น เมื่อทรงแสดงธรรม ย่อมทรงประกาศคือทรงแสดง ซึ่งศาสนพรหมจรรย์และมรรคพรหมจรรย์อันใด โดยนัยต่าง ๆ พรหมจรรย์อันนั้น ชื่อว่าพร้อมทั้งอรรถะด้วยอรรถสมบัติตามสมควร ชื่อว่าพร้อมทั้งพยัญชนะด้วยพยัญชนสมบัติตามสมควร

​ชื่อว่าพร้อมทั้งอรรถะเพราะประกอบด้วยอรรถบท คือ สงฺกาสน (แสดงความ โดยย่อ) ๑ ปกาสน (แสดงความเบื้องต้น) ๑ วิวรณ (การไขความ) ๑ วิภชน (การจำแนก ความ) ๑ อุตฺตานีกรณ (การทำความให้ตื้น) ๑ ปญฺญตฺติ (การแต่งความ) ๑ ชื่อว่าพร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะถึงพร้อมด้วย อักขระ ตัวหนังสือ ๑ บท คำประกอบ วิภัตติพยัญชนะ คำที่เป็นพากย์ ๑ อาการ คำแบ่งพากย์ออกไป ๑ นิรุตติ วิเคราะห์ศัพท์ ๑ นิทเทส อธิบายให้พิสดาร ๑

​ชื่อว่าพร้อมทั้งอรรถะ ด้วยความเป็นธรรมลึกซึ้งแห่งเนื้อความและความเป็น ธรรมลึกซึ้งแห่งการแทงตลอด ชื่อว่าพร้อมทั้งพยัญชนะ ด้วยความเป็นธรรมลึกซึ้งโดย ธรรมและความเป็นธรรมลึกซึ้งโดยเทศนา

​ชื่อว่าพร้อมทั้งอรรถะ โดยเป็นวิสัยแห่งอัตถปฏิสัมภิทาและปฏิภาณปฏิสัมภิทา ชื่อว่าพร้อมทั้งพยัญชนะ โดยเป็นวิสัยแห่งธัมมปฏิสัมภิทาและนิรุตติปฏิสัมภิทา

​ชื่อว่าพร้อมทั้งอรรถะ เพราะว่าทำให้คนชั้นปัญญาชนเลื่อมใส โดยเป็นสิ่งอัน บัณฑิตพึงรู้แจ้งได้ ชื่อว่าพร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะว่าทำให้ชั้นโลก ๆ เลื่อมใส โดย เป็นสิ่งที่น่าเชื่อ

​ชื่อว่าพร้อมทั้งอรรถะ โดยมีอธิบายอันลึกซึ้ง ชื่อว่าพร้อมทั้งพยัญชนะ โดย มีบทตื้น 


อธิบาย บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง

​ชื่อว่า บริบูรณ์สิ้นเชิง โดยเป็นธรรมมีความบริบูรณ์อย่างสิ้นเชิง เพราะไม่มี สิ่งที่จะพึงนำเข้าไปเพิ่มเติม ชื่อว่า บริสุทธิ์ โดยเป็นธรรมที่ปราศจากโทษ เพราะ ไม่มีสิ่งที่จะพึงนำออก

อรรถาธิบายอีกนัยหนึ่ง

​อีกประการหนึ่ง พรหมจรรย์ ชื่อว่าพร้อมทั้งอรรถะ เพราะให้คนฉลาดใน อธิคม คือนิพพานด้วยการปฏิบัติ ชื่อว่าพร้อมทั้งพยัญชนะ เพราะให้ฉลาดใน อาคมคือปริยัติด้วยการเล่าเรียน ชื่อว่าบริบูรณ์สิ้นเชิง เพราะประกอบด้วยธรรม ขันธ์ ๕ กองมีศีลขันธ์เป็นต้น ชื่อว่าบริสุทธิ์ เพราะไม่มีอุปกิเลส เพราะเป็นไปเพื่อสลัดออก และเพราะไม่มุ่งโลกามิส

ปริยัติธรรมชื่อว่าเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว เพราะประกาศ พรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ดังพรรณนา มาด้วยประการฉะนี้ ปริยัติธรรมเป็นสวากขาตธรรมอีกนัยหนึ่ง
อีกนัยหนึ่ง ปริยัติธรรม ชื่อว่าอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ด้วยดีแล้ว เพราะไม่มี ข้อความอันวิปัลลาสคลาดเคลื่อน เพราะฉะนั้น ปริยัติธรรมนั้น จึงชื่อว่าอันพระผู้มี พระภาคตรัสดีแล้ว เป็นความจริงเช่นนั้น ข้อความของธรรมของอัญเดียรถีย์ทั้งหลาย ยังถึง ความวิปัลลาสคลาดเคลื่อนอยู่ เพราะว่าธรรมทั้งหลายที่เขากล่าวว่าเป็นอันตรายก็ ไม่เป็นอันตรายจริง ธรรมทั้งหลายที่เขากล่าวว่าเป็นเครื่องนำออก ก็ไม่เป็นเครื่อง นำออกจริง ด้วยเหตุนั้นอัญเดียรถีย์เหล่านั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้มีธรรมอันกล่าวไว้ไม่ ดีโดยแท้

ข้อความของธรรมของพระผู้มีพระภาค มิได้ถึงความวิปัลลาสคลาดเคลื่อน เหมือนอย่างนั้น เพราะว่าธรรมทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ธรรมเหล่านี้ เป็นอันตรายิกธรรม ธรรมเหล่านี้เป็นเครื่องนำออก เช่นนี้แล้ว ก็มิได้เกินเลยจาก ความเป็นอย่างนั้นไปได้


ปริยัติธรรมประการแรกเป็นสวากขาตธรรม ดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้


โลกุตตรธรรมเป็นสวากขาตธรรม

ก็แหละ โลกุตตรธรรม ชื่อว่าเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว เพราะ พระองค์ตรัสข้อปฏิบัติอันสมควรแก่นิพพาน และตรัสนิพพานอันสมควรแก่ข้อปฏิบัติ สมดังที่ท้าวสักกเทวราชกล่าวไว้ว่า ก็แหละ ข้อปฏิบัติอันส่งให้ถึงนิพพานอัน พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นได้ทรงบัญญัติไว้ดีแล้วแก่หมู่พระสาวกทั้งหลาย นิพพาน กับข้อปฏิบัติย่อมเข้ากันได้ น้ำในแม่น้ำคงคาย่อมเข้ากันได้ ย่อมเสมอเหมือนกับน้ำในแม่น้ำยมุนา แม้ฉันใด ข้อปฏิบัติอันส่งให้ถึงนิพพาน อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงบัญญัติไว้ดีแล้วแก่หมู่พระสาวกทั้งหลาย นิพพานกับข้อปฏิบัติย่อมเข้ากันได้ เหมือนอย่างนั้นนั่นเทียว

​อนึ่ง อริยมรรค อันเป็นข้อปฏิบัติสายกลาง ไม่ไปใกล้ขอบทางทั้ง ๒ นั่นแล ชื่อว่าเป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว เพราะพระองค์ตรัสว่า เป็นข้อปฏิบัติ สายกลาง สามัญผลทั้งหลาย ซึ่งมีกิเลสสงบแล้วนั่นแล ชื่อว่าเป็นธรรมอันพระผู้มี พระภาคตรัสไว้ดีแล้ว เพราะพระองค์ตรัสว่า เป็นธรรมมีกิเลสสงบแล้ว นิพพาน อันมีภาวะเที่ยงไม่ตาย เป็นที่ต้าน และเป็นที่หลบลี้หนีทุกข์เป็นต้นนั่นแล ชื่อว่าเป็น ธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว เพราะพระองค์ได้ตรัสไว้โดยความมีสภาวะอัน เที่ยงแท้เป็นต้น

​แม้โลกุตตรธรรม ก็ชื่อว่าเป็นสวากขาตธรรม ดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้

๒. อธิบายบท สนฺทิฏฺฐิโก

​[๑๔๘] ก็แหละ ในบทว่า สนฺทิฏฺฐิโก มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ :-

​ประการแรก อริยมรรค อันพระอริยบุคคลผู้กำลังกระทำกิเลสทั้งหลายมีราคะ เป็นต้นไม่ให้มีในสันดานของตน พึงเห็นเอง เพราะฉะนั้น อริยมรรคนั้น จึงชื่อว่า เป็นธรรมอันพระอริยบุคคลพึงเห็นเอง สมดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า พราหมณ์ บุคคลผู้กำหนัดแล้ว ถูกราคะครอบงำแล้ว มีจิตอันราคะครอบครองแล้ว ย่อมคิด เพื่อเบียดเบียนตนบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตน และเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นทั้ง ๒ ฝ่ายบ้าง เขาย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสทางใจ แต่เมื่อราคะอันเขาละได้แล้ว เขาย่อมไม่คิดเพื่อเบียดเบียนตนเลย ย่อมไม่คิดเพื่อเบียดเบียน ผู้อื่นเลย ย่อมไม่คิดเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่นทั้ง ๒ ฝ่าย เขาย่อมไม่ได้เสวยทุกข์ โทมนัสทางใจ พราหมณ์ พระธรรมย่อมเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นเอง แม้ด้วย ประการฉะนี้แล

อีกประการหนึ่ง โลกุตตรธรรมทั้ง ๙ ประการ อันพระอริยบุคคลใด ๆ ได้บรรลุ แล้ว พระอริยบุคคลนั้น ๆ จะพึงเห็นเองด้วยปัจจเวกขณญาณ โดยยกเลิกซึ่งภาวะที่ จะพึงถึงด้วยการเชื่อผู้อื่นเสียได้ เพราะฉะนั้น โลกุตตรธรรม ๙ นั้น จึงชื่อว่าเป็น ธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง

​อีกนัยหนึ่ง ทิฏฐิอันพระอริยเจ้าสรรเสริญ ชื่อว่า สนฺทิฏฺฐิ โลกุตตรธรรม ย่อมชนะกิเลสด้วยทิฏฐิอันพระอริยเจ้าสรรเสริญ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า สนฺทิฏฺฐิโก ชนะกิเลสด้วยทิฏฐิอันพระอริยเจ้าสรรเสริญ เป็นความจริงอย่างนั้น ในบรรดา โลกุตตรธรรมนั้น อริยมรรค ย่อมชนะกิเลสทั้งหลาย ด้วยทิฏฐิอันพระอริยเจ้า สรรเสริญซึ่งประกอบกับตน อริยผล ย่อมชนะกิเลสทั้งหลาย ด้วยทิฏฐิ อันพระอริยเจ้า สรรเสริญซึ่งเป็นเหตุของตน นิพพาน ย่อมชนะกิเลสทั้งหลาย ด้วยทิฏฐิอันพระ อริยเจ้าสรรเสริญซึ่งเป็นวิสัยของตน เพราะเหตุนั้น โลกุตตรธรรมทั้ง ๙ ประการ ย่อมชนะด้วยทิฏฐิอันพระอริยเจ้าสรรเสริญ ดังนั้น จึงเรียกว่า สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ชนะด้วย ทิฏฐิอันพระอริยเจ้าสรรเสริญ เหมือนอย่างบุคคลชนะด้วยรถ เขาเรียกว่า รถิโก ผู้ชนะ ด้วยรถ ฉะนั้น

​อีกนัยหนึ่ง ความเห็นเรียกว่า ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิศัพท์นั่นแหละได้รูปเป็น สนฺทิฏฺฐ แปลว่าความเห็น ธรรมใดย่อมควรซึ่งการเห็น ธรรมนั้นชื่อว่า สนฺทิฏฺฐิโก ควรซึ่ง การเห็น จริงอยู่ โลกุตตรธรรมที่โยคีบุคคลเห็นด้วยสามารถการรู้โดยภาวนา และ ด้วยสามารถการรู้โดยการกระทำให้แจ้งเท่านั้น จึงจะห้ามวัฏฏภัยได้ เพราะเหตุนั้น โลกุตตรธรรมย่อมควรซึ่งการเห็น ดังนั้น จึงชื่อว่า สนฺทิฏฺฐิโก ควรซึ่งการเห็น เหมือนบุคคลควรซึ่งผ้า เขาเรียกว่า วตฺถิโก ผู้ควรซึ่งผ้า ฉะนั้น

๓. อธิบายบท อกาลิโก

[๑๔๙] พระธรรมนั้นไม่มีกาล หมายถึงให้ผลของตน ฉะนั้นจึงชื่อว่า อกาโล อกาโลนั่นแหละได้รูปเป็น อกาลิโก อธิบายว่า พระธรรมนั้นรอกาลอันต่างออกไป เป็น ๕ วันและ ๗ วันเป็นต้นให้สิ้นสุดไปแล้วจึงให้ผล ก็หามิได้ แต่ให้ผลต่อลำดับจาก ที่ตนเกิดเลยทีเดียว

อีกประการหนึ่ง ธรรมนั้นมีกาลไกลที่จะมาถึงในอันให้ผลของตน ฉะนั้นจึง ชื่อว่า กาลิโก (มีกาลไกล) ธรรมนั้นได้แก่ธรรมประเภทไหน ? ได้แก่กุศลธรรมชั้น โลกิยะ ส่วนธรรมชั้นโลกุตตระนี้ ไม่เป็นกาลิโก เพราะมีผลติดต่อกัน ฉะนั้นจึงชื่อว่า อกาลิโก (ไม่มีกาลไกลในอันให้ผล) บทว่า อกาลิโก นี้ท่านจำกัดเอาเฉพาะอริยมรรค เท่านั้น

๔. อธิบายบท เอหิปสฺสิโก

​[๑๕๐] พระธรรมย่อมควรแก่วิธีที่เชิญให้มาดู อันเป็นไปทำนองนี้ว่า เชิญท่าน มาดูพระธรรมนี้

ถาม - ก็เพราะเหตุไรหรือ พระธรรมนั้นจึงควรด้วยวิธีนั้น ?

ตอบ - เพราะพระธรรมนั้นเป็นสภาพที่มีอยู่จริงอย่างหนึ่ง เพราะพระธรรมนั้น เป็นสภาพที่บริสุทธิ์อย่างหนึ่ง

​อธิบายว่า เมื่อมีกำมือเปล่า ถึงแม้ว่าใคร ๆ กล้าพูดได้ว่า เงินหรือทองคำ มีอยู่ แต่ก็ไม่กล้าที่จะเชิญให้มาดูว่า ท่านจงมาดูเงินหรือทองคำนี้ เพราะเหตุไร ? เพราะเงินหรือทองคำนั้นไม่มีอยู่จริง อนึ่ง คูถหรือมูตรแม้เป็นของมีอยู่จริง ใคร ๆ ก็ไม่กล้าจะเชิญผู้อื่นให้มาดูว่า ท่านจงมาดูคูถหรือมูตรนี้เพื่อความร่าเริงใจ โดย ประกาศถึงสภาพอันเป็นที่น่าฟูใจ แต่ย่อมเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องปกปิดเสียด้วยหญ้า หรือใบไม้ทั้งหลายโดยแท้แล เพราะเหตุไรเล่า ? เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่สะอาด

​ส่วนว่าโลกุตตรธรรมทั้ง ๙ ประการนี้ ชื่อว่าเป็นของมีอยู่โดยสภาวะจริง ๆ ชื่อว่าเป็นสภาพบริสุทธิ์ เหมือนดวงจันทร์วันเพ็ญบนอากาศที่ปราศจากเมฆ และ เหมือนชาติแก้วมณีที่วางไว้บนผ้ากัมพลเหลือง ด้วยเหตุนั้น โลกุตตรธรรมย่อมควร แก้วิธีที่จะเชิญให้มาดูเพราะเป็นสภาพที่มีอยู่จริงอย่างหนึ่ง เพราะเป็นสภาพที่บริสุทธิ์ อย่างหนึ่ง ฉะนั้นจึงชื่อว่า เอหิปสฺสิโก (ควรแก่วิธีที่จะเชิญให้มาดู)

๕. อธิบายบท โอปนยิโก

[๑๕๑] พระธรรมอันผู้ปฏิบัติพึงน้อมเข้ามาได้ ดังนั้นจึงชื่อว่า โอปนยิโก ก็แหละ ในบทนี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
การน้อมเข้ามา ชื่อว่า อุปนยะ พระธรรมย่อมควรแก่อุปนยะคือการน้อมเข้ามา ในจิตของตนด้วยอำนาจภาวนา เพราะแม้ถึงผืนผ้าหรือศีรษะถูกไฟไหม้ก็เพ่งดูได้เฉย ฉะนั้นจึงชื่อว่า อุปนยิโก บทว่า อุปนยิโก นั่นเองได้รูปเป็น โอปนยิโก คำอธิบาย นี้ย่อมสมควรในโลกุตตรธรรมที่เป็นสังขตะ (คือมรรคผล) ส่วนในโลกุตตรธรรมที่ เป็นอสังขตะ (คือนิพพาน) พระธรรมย่อมควรซึ่งอันน้อมเข้ามาด้วยจิตของตน ฉะนั้น จึงชื่อว่า โอปนยิโก ควรน้อมเข้ามาด้วยจิต อธิบายว่า สมควรถูกต้องด้วยการทำให้แจ้ง

อีกนัยหนึ่ง พระธรรมคือ อริยมรรค ชื่อว่า อุปเนยฺโย เพราะอรรถว่า เป็น สภาวะนำเข้าไปสู่นิพพาน พระธรรมคือ ผล และ นิพพาน ชื่อว่า อุปเนยฺโย เพราะอรรถว่า อันผู้ปฏิบัติจะพึงนำเข้าไปสู่ภาวะที่จะพึงทำให้แจ้ง บทว่า อุปเนยฺโย นั่นเองได้รูปเป็น โอปนยิโก หมายความว่า นำเข้าไปสู่นิพพาน หรือ อันผู้ปฏิบัติ จะพึงนำไปสู่ภาวะที่จะพึงทำให้แจ้ง

๖. อธิบายบท ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ

[๑๕๒) คำว่า พระธรรมอันวิญญูชนทั้งหลายจะพึงรู้เฉพาะตน ความว่า โลกุตตรธรรมนั้น อันวิญญูชนทั้งหลายแม้ทุก ๆ อันดับมีชนชั้นอุคฆฏิตัญญูบุคคล เป็นต้น จะพึงรู้ได้ที่ตนเองว่า มรรคเราได้เจริญแล้ว ผลเราได้บรรลุแล้ว นิโรธเราได้ ทำให้แจ้งแล้ว ฉะนี้จริงอยู่ กิเลสทั้งหลายของสัทธิวิหาริก จะละได้ด้วยมรรคที่ พระอุปัชฌายะเจริญแล้ว หาได้ไม่ สัทธิวิหาริกนั้นจะอยู่เป็นผาสุกด้วยผลสมาบัติ ของพระอุปัชฌายะนั้น ก็หาไม่ สัทธิวิหาริกจะกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานที่พระ อุปัชฌายะนั้นทำให้แจ้งแล้ว ก็หาไม่ เพราะเหตุฉะนั้น โลกุตตรธรรมนี้ อันวิญญูชน ทั้งหลายจะพึงเห็นได้เหมือนเห็นอาภรณ์บนศีรษะของคนอื่น หาได้ไม่ แต่อันวิญญูชน ทั้งหลายจะพึงเห็นได้ที่จิตของตนเท่านั้น อธิบายว่า อันวิญญูชนทั้งหลายจะพึงเสวย แต่อย่างไรก็ตาม โลกุตตรธรรมนี้เป็นสิ่งที่มิใช่วิสัยของพวกพาลชนเลยอย่างแน่แท้

อีกประการหนึ่ง พระธรรมนี้เป็น สวากขาตธรรม คือธรรมอันพระผู้มีพระภาค ตรัสไว้ดีแล้ว เพราะเหตุไร? เพราะเป็นธรรม อันผู้บรรลุถึงจะพึงเห็นเอง พระธรรม เป็น สนฺทิฏฺฐิโก คืออันผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นเอง เพราะเหตุไร? เพราะเป็น ธรรมไม่มี กาลในอันให้ผล พระธรรมเป็น อกาลิโก คือไม่มีกาลในอันให้ผล เพราะเหตุไร ? เพราะเป็นธรรมที่ควรเชิญมาดู และพระธรรมใดเป็น เอหิปสฺสิโก ควรเชิญให้มาดู พระธรรมนั้นย่อมเป็น โอปนยิโก ควรน้อมเข้ามาในใจ ฉะนี้


🔆 องค์ฌาน ๔ เกิด

[๑๕๓] เมื่อโยคีบุคคลระลึกถึงพระธรรมคุณทั้งหลาย อันต่างด้วยบท มีบทว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้วเป็นต้น อย่างนี้บ่อย ๆ ในสมัยนั้น จิตของ เธอก็จะไม่ถูกราคะรบกวน จะไม่ถูกโทสะรบกวน จะไม่ถูกโมหะรบกวน สมัยนั้น จิตของ เธอย่อมจะปรารภตรงดิ่งถึงพระธรรม ด้วยประการฉะนี้ องค์ฌานทั้งหลายย่อมบังเกิด ขึ้นแก่เธอผู้ข่มนิวรณ์ได้แล้วในขณะเดียวกัน โดยนัยก่อนนั่นเทียว


ก็แหละ เพราะพระธรรมคุณทั้งหลายเป็นสภาพที่ลึกซึ้งอย่างหนึ่ง เพราะโยคี บุคคลน้อมจิตไปในอันระลึกถึงซึ่งพระคุณมีประการต่าง ๆ อย่างหนึ่ง ฌานจึงไม่ขึ้นถึง ขั้นอัปปนา ขึ้นถึงเพียงขั้นอุปจาระเท่านั้น ฌานนี้นั้นถึงซึ่งอันนับว่า ธัมมานุสสติฌาน เพราะเหตุที่บังเกิดขึ้นด้วยอำนาจการระลึกถึงคุณของพระธรรมนั่นแล


อานิสงส์การเจริญธัมมานุสสติกัมมัฏฐาน

ก็แหละ ภิกษุผู้ประกอบอยู่เนือง ๆ ซึ่งธัมมานุสสติกัมมัฏฐานนี้ ย่อมเป็นผู้ มีความเคารพ มีความยำเกรงในพระบรมศาสดา โดยที่ได้มองเห็นคุณของพระธรรม อย่างนี้ คือในกาลเป็นส่วนอดีต เรามิได้เห็นพระบรมศาสดาผู้ทรงแสดงธรรมอันควร น้อมเข้ามาในใจได้อย่างนี้ ผู้ทรงประกอบแม้ด้วยองค์คุณเช่นนี้มาเลย ถึงในปัจจุบันนี้ เราก็มิได้เห็นเหมือนกันเว้นเสียจากพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฉะนี้ เป็นผู้เคารพ และยำเกรงในพระธรรม ย่อมบรรลุถึงซึ่งความไพบูลย์ด้วยศรัทธาเป็นต้น 

เป็นผู้มากล้นไปด้วยปีติและปราโมทย์ หักห้ามเสียได้ซึ่งโทษภัยอันน่ากลัว เป็นผู้สามารถ อดกลั้นได้ต่อทุกขเวทนา ย่อมได้ความมั่นใจว่าได้อยู่ร่วมกับพระธรรม แหละแม้ สรีระร่างของเธออันธัมมคุณานุสสติครอบครองแล้ว ย่อมกลายเป็นสิ่งควรแก่การ บูชา เป็นเสมือนเรือนพระเจดียสถานฉะนั้น จิตย่อมน้อมไปเพื่ออันบรรลุธรรมชั้น ยอดเยี่ยม แหละเมื่อเธอระลึกอยู่เนือง ๆ ถึงความที่พระธรรมเป็นธรรมดี ในคราว ประจวบเข้ากับวัตถุที่จะพึงล่วงละเมิด หิริและโอตตัปปะย่อมจะปรากฏเฉพาะหน้า ก็แหละ เมื่อเธอยังจะไม่ได้แทงตลอดธรรมเบื้องสูงขึ้นไป (ในชาตินี้) ย่อมจะเป็นผู้มี สุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า

เพราะเหตุฉะนั้นแล โยคาวจรบุคคลผู้มีปัญญาดี พึง บำเพ็ญความไม่ประมาทในธัมมานุสสติภาวนา ซึ่งมี อานุภาพอันยิ่งใหญ่ ดังพรรณนามานี้ ในกาลทุกเมื่อ เทอญ

​กถามุขพิสดารในธัมมานุสสติกัมมัฏฐาน ยุติลงเพียงเท่านี้