วิธีเจริญสังฆานุสสติกัมมัฏฐาน

[๑๕๔] เมื่อโยคีบุคคลผู้ประสงค์ที่จะเจริญสังฆานุสสติกัมมัฏฐาน ไปในที่ลับ หลีกเร้นอยู่ ณ เสนาสนะอันสมควร พึงระลึกเนือง ๆ ถึงคุณทั้งหลายของพระอริยสงฆ์ อย่างนี้ว่า

คู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ นี้คือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค

๑. สุปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติดี
๒. อุชุปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติตรง
๓. ญายปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อนิพพาน
๔. สามีจิปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติสมควร
๕. อาหุเนยฺโย เป็นผู้ควรแก่ของบูชา
๖. ปาหุเนยฺโย เป็นผู้ควรแก่ของต้อนรับ
๗. ทกฺขิเณยฺโย เป็นผู้ควรแก่ของทำบุญ
๘. อญฺชลิกรณีโย เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้
๙. อนุตฺตร์ ปุญฺญกเขตต์ โลกสฺส เป็นนาบุญชั้นยอดเยี่ยมของชาวโลก

อธิบายบทสุปฏิปนฺโน บทสามีจิปฏิปนฺโน

[๑๕๕] ในบรรดาพระสังฆคุณเหล่านั้น บทว่า สุปฏิปนฺโน แปลว่า เป็นผู้ปฏิบัติด้วยดี อธิบายว่า เป็นผู้ปฏิบัติซึ่งปฏิปทาอันถูกต้อง ปฏิปทาอันไม่ถอยหลัง ปฏิปทาอันสมควร ปฏิปทาอันไม่เป็นข้าศึก ปฏิปทาอันเป็นธรรมสมควรแก่ธรรม พระสงฆ์เหล่าใด ย่อมรับฟังพระโอวาทและพระอนุสาสนีของพระผู้มีพระภาค ด้วยความเคารพ ฉะนั้น พระสงฆ์เหล่านั้นชื่อว่า สาวก หมู่แห่งพระสาวกทั้งหลาย ชื่อว่า สาวกส์โฆ อธิบายว่า หมู่แห่งพระสาวกผู้ถึงซึ่งความเป็นหมู่กัน ด้วยความเป็นผู้เสมอกันโดยศีลและทิฏฐิ

ก็โดยที่ปฏิปทาอันถูกต้องนั้น เป็นข้อปฏิบัติตรง คือไม่คด ไม่โกง ไม่โค้ง และอันบัณฑิตเรียกว่า ไกลจากกิเลส เป็นเหตุรู้แจ้ง ดังนี้บ้าง และถึงซึ่งอันนับว่าสามีจิ เพราะเป็นข้อปฏิบัติอันสมควร ดังนี้บ้าง ฉะนั้น พระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติซึ่งปฏิปทานั้น จึงกล่าวได้ว่า อุซุปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติปฏิปทาอันตรงบ้าง ฌายปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติปฏิปทาเป็นเหตุให้รู้แจ้งบ้าง สามีจิปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติปฏิปทาอันสมควรบ้าง

แหละในอธิการนี้ นักศึกษาพึงทราบว่า พระอริยเจ้าจำพวกใดขณะดำรงอยู่ในมรรค พระอริยเจ้าจำพวกนั้นชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติดี เพราะเป็นผู้กำลังพรั่งพร้อมด้วยข้อปฏิบัติอันถูกต้อง พระอริยเจ้าจำพวกใดขณะดำรงอยู่ในผล พระอริยเจ้าจำพวกนั้นชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติดี โดยมุ่งเอาข้อปฏิบัติอันเป็นอดีต เพราะมรรคผลที่จะพึงบรรลุด้วยข้อปฏิบัติอันถูกต้องเป็นสิ่งที่พระอริยเจ้าจำพวกนั้นบรรลุมาแล้ว

อีกนัยหนึ่ง พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคนั้น ชื่อว่า สุปฏิปนฺโน เพราะเป็นผู้ปฏิบัติตามที่ทรงสั่งสอนในพระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้วบ้าง เพราะเป็นผู้ปฏิบัติตามซึ่งข้อปฏิบัติอันไม่ผิดบ้าง

ชื่อว่า อุซุปฏิปนฺโน เพราะเป็นผู้ปฏิบัติตามปฏิปทาอันเป็นสายกลาง โดยหลีกเลี่ยงปฏิปทาอันเป็นสายริมทั้ง ๒ เสีย และเพราะเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประหานเสียซึ่งโทษคือความคด ความโกง ความโค้ง ของกาย วาจา ใจ

ชื่อว่า ฌายปฏิปนฺโน เพราะเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประสงค์ญายะที่ท่านเรียกว่า นิพพาน

ชื่อว่า สามีจิปฏิปนฺโน เพราะเป็นผู้ปฏิบัติโดยประการที่ปฏิบัติแล้วเป็นผู้สมควรแก่สามีจิกรรม

[๑๕๖] บทว่า ยทิท์ แยกเป็น ยานิ อิมานิ แปลว่า เหล่านี้ใด

บทว่า จตฺตาริ ปุริสยุคานิ ความว่า โดยจัดเป็นคู่ คือพระอริยบุคคลผู้ดำรงอยู่ในปฐมมรรค พระอริยบุคคลผู้ดำรงอยู่ในปฐมผล เป็นต้น นี้จัดเป็นคู่หนึ่ง โดยนัยนี้จึงเป็นคู่แห่งบุรุษ ๔ ด้วยประการฉะนี้

บทว่า อฎฐ ปุริสปุคคลา ความว่า โดยจัดเป็นบุรุษบุคคล คือพระอริยบุคคลผู้ดำรงอยู่ในปฐมมรรค จัดเป็นบุคคล ๑ พระอริยบุคคลผู้ดำรงอยู่ในปฐมผล จัดเป็นบุคคล ๑ โดยนัยนี้ จึงเป็นบุรุษบุคคล ๘ พอดี

แหละในอธิการนี้ บทว่า ปุริโส ก็ดี บทว่า ปุคคโล ก็ดีนี้มีความหมายอย่างเดียวกัน แต่บทว่า ปุริสปุคคลา นี้ ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งเวไนยสัตว์

บทว่า เอส ภควโต สาวกส์โฆ ความว่า โดยเป็นคู่ คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ โดยแยกกัน คือ บุรุษบุคคล ๘ เหล่านี้ใด นี้คือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค

อธิบายบท อาหุเนยโย

ในบทว่า อาหุเนยโย เป็นต้น มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ วัตถุใดอันบุคคลพึงนำมาบูชา วัตถุนั้นชื่อว่า อาหุน อธิบายว่า ได้แก่วัตถุอันบุคคลพึงนำมาแม้แต่ไกล แล้วถวายไว้ในท่านผู้มีศีลทั้งหลาย คำว่าอาหุนะนี้เป็นชื่อของปัจจัย ๔ พระสงฆ์สาวก เป็นผู้ควรเพื่อจะรับซึ่งของอันบุคคลนำมาบูชานั้น เพราะทำของนั้นให้มีผลมาก ด้วยเหตุนั้นจึงชื่อว่า อาหุเนยโย ผู้ควรรับของที่บุคคลนำมาบูชา

อีกนัยหนึ่ง แม้สมบัติทุกอย่างที่บุคคลนำมาแม้แต่ที่ไกลแล้วบูชาไว้ในพระสงฆ์สาวกนั้น เหตุนั้น พระสงฆ์สาวกนั้น จึงชื่อว่า อาหวนีโย เป็นผู้ที่อันบุคคลนำมาบูชา

อีกอย่างหนึ่ง พระสงฆ์สาวกย่อมควรซึ่งวัตถุอันเทวดาทั้งหลายมีท้าวสักกะเป็นต้นบูชา เหตุนั้น จึงชื่อว่าอาหวนิโย ผู้ควรซึ่งวัตถุอันเทวดาบูชา

อนึ่ง ไฟนี้ใด ชื่อว่าเป็นสิ่งควรซึ่งอันบูชาของพราหมณ์ทั้งหลาย พราหมณ์เหล่านั้นมีลัทธิว่า สิ่งของที่บูชาแล้วในไฟใดเป็นของมีผลมาก ถ้าว่าไฟนั้นเป็นสิ่งควรซึ่งอันบูชา เพราะของที่เขาบูชาแล้วมีผลมากไซร้ พระสงฆ์เท่านั้นเป็นผู้ควรซึ่งอันบูชา เพราะว่าสิ่งของที่บุคคลบูชาแล้วในพระสงฆ์เป็นสิ่งที่มีผลมาก สมดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า

บุคคลใดพึงบำเรอไฟอยู่ในป่าตั้งร้อยปีอย่างหนึ่ง บุคคลใดพึงบูชาผู้ที่อบรมตนแล้วคนเดียวแม้เพียงชั่วครู่ อย่างหนึ่ง การบูชานั้นนั่นแลประเสริฐ การบำเรอไฟตั้งร้อยปีจะประเสริฐที่ไหน

บทว่า อาหวนีโย นั้น มีในลัทธินิกายอื่น โดยความหมายเป็นอย่างเดียวกันกับ บทว่า อาหุเนยโย นี้ ณ ที่นี้ แต่อย่างไรก็ดี ใน ๒ บทนี้ โดยพยัญชนะก็ต่างกันเพียงนิดหน่อยเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค จึงชื่อว่า อาหุไนยบุคคล

อธิบายบท ปาหุเนยโย

ก็แหละ ในบทว่า ปาหุเนยโย นี้มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ สิ่งของสำหรับให้แก่อาคันตุกะ ที่เขาตระเตรียมไว้โดยเป็นเครื่องสักการะ เพื่อประโยชน์แก่ญาติมิตรผู้เป็นที่รักใคร่เป็นที่เจริญใจ ซึ่งมาแต่ทิศใหญ่และทิศน้อยทั้งหลาย เรียกว่า ปาหุน (ของต้อนรับแขก) สิ่งของแม้นั้น เว้นญาติและมิตรผู้เป็นแขกเหล่านั้นเสีย ควรเพื่อจะถวายเฉพาะแก่พระสงฆ์ พระสงฆ์เท่านั้นควรเพื่อจะรับซึ่งสิ่งของนั้น เพราะว่า ขึ้นชื่อว่าแขกที่จะเหมือนพระสงฆ์หามีไม่ เป็นความจริงอย่างนั้น พระสงฆ์นี้จักปรากฏขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพุทธันดร ๑ ล่วงไปแล้ว และเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมทั้งหลายอันสร้างความเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจให้ชนิดที่ไม่เจือปนอีกด้วยของต้อนรับแขกควรเพื่อจะถวายแก่พระสงฆ์นั้น และพระสงฆ์เป็นผู้ควรเพื่อรับของต้อนรับแขก เหตุนั้น พระสงฆ์จึงชื่อว่า ปาหุเนยโย ผู้ควรรับของต้อนรับแขก

อนึ่ง โดยเหตุที่พระสงฆ์ของบุคคลจำพวกที่ถือพระบาลีว่า ปาหวนีโย ย่อมควรซึ่งการกระทำก่อน ฉะนั้น ทานวัตถุอันบุคคลพึงนำมาบูชาในพระสงฆ์นี้ก่อนกว่าเขาทั้งหมด เพราะฉะนั้น พระสงฆ์นี้จึงชื่อว่า ปาหวนีโย ผู้เป็นที่อันบุคคลควรนำบูชาก่อน

อีกอย่างหนึ่ง พระสงฆ์ย่อมควรซึ่งการบูชาโดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปาหวนีโย แปลว่า ผู้ควรซึ่งการบูชาโดยประการทั้งปวง ศัพท์ว่า ปาหวนีย นี้นั้น ณ ที่นี้ท่านกล่าวว่า ปาหุเนยุย โดยอรรถาธิบายก็เหมือนกันนั้น

อธิบายบท ทกุขิเณยโย

ก็แหละ ทานที่บุคคลให้เพราะเชื่อปรโลก เรียกว่า ทกุขิณา พระสงฆ์ย่อมควรซึ่งทักขิณานั้น ฉะนั้นจึงชื่อว่า ทุกขิเณยโย ผู้ควรซึ่งทักขิณา อีกอย่างหนึ่ง พระสงฆ์เป็นผู้เกื้อกูลแก่ทักขิณาโดยที่ทำทักขิณาให้บริสุทธิ์ด้วยการกระทำให้มีผลมาก ฉะนั้น จึงชื่อว่า ทกุขิเณยโย ผู้เกื้อกูลแก่ทักขิณา

อธิบายบท อญฺชลิกรณีโย

พระสงฆ์ย่อมควรซึ่งอัญชลีกรรม ที่ชาวโลกทั้งมวลพากันยกหัตถ์ทั้ง ๒ ตั้งไว้เหนือเศียรกระทำอยู่ ฉะนั้นจึงชื่อว่า อญฺชลิกรณีโย ผู้ควรซึ่งอันกระทำอัญชลีกรรม

อธิบายบท อนุตฺตร์ ปุญฺญกุเขตต์ โลกสุส

คำว่า พระสงฆ์เป็นนาบุญชั้นยอดเยี่ยมของชาวโลก ความว่า พระสงฆ์เป็นสถานที่ปลูกบุญของชาวโลกทั้งมวล อย่างไม่มีอะไรเหมือน เหมือนอย่างว่า สถานที่เพาะปลูกข้าวสาลี สถานที่เพาะปลูกข้าวเหนียวของพระราชาหรือของอำมาตย์ ชาวโลกเรียกว่านาข้าวสาลีของพระราชา นาข้าวเหนียวของพระราชา ฉันใด พระสงฆ์ก็เป็นสถานที่ปลูกบุญทั้งหลายของชาวโลกทั้งมวล ฉันนั้น เพราะว่าได้อาศัยพระสงฆ์แล้ว บุญทั้งหลายอันเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขอย่างนานาประการของชาวโลก ย่อมเจริญงอกงาม เพราะเหตุฉะนั้น พระสงฆ์จึงเป็นนาบุญชั้นยอดเยี่ยมของชาวโลก ฉะนี้แล


องค์ฌาณ ๕ เกิด 🔔

[๑๕๗] เมื่อภิกษุผู้โยคีบุคคลระลึกอยู่เนือง ๆ ถึงคุณของพระสงฆ์ทั้งหลาย อันต่างด้วยความเป็นผู้ปฏิบัติดีเป็นต้นอย่างนี้ สมัยนั้น จิตของเธอก็จะไม่ถูกราคะรบกวน จะไม่ถูกโทสะรบกวน จะไม่ถูกโมหะรบกวน สมัยนั้น จิตของเธอจะปรารภตรงดิ่งถึงพระสงฆ์ ด้วยประการฉะนี้ องค์ฌานทั้งหลายย่อมบังเกิดขึ้นแก่เธอผู้ข่มนิวรณ์ได้แล้วในขณะเดียวกัน โดยนัยก่อนนั่นแล

แต่เพราะเหตุที่คุณของพระสงฆ์ทั้งหลายเป็นสภาพที่ล้ำลึกประการหนึ่ง เพราะเหตุที่โยคีบุคคลน้อมจิตไปในอันระลึกถึงคุณอย่างนานาประการอย่างหนึ่ง ฌานจึงไม่ขึ้นถึงขั้นอัปปนา คงถึงเพียงขั้นอุปจาระเท่านั้น ฌานนี้นั้นถึงซึ่งอันนับว่า สังฆานุสสติฌาน เพราะเหตุที่บังเกิดขึ้นด้วยอำนาจการระลึกถึงคุณของพระสงฆ์นั่นเทียว

อานิสงส์การเจริญสังฆานุสสติกัมมัฏฐาน

ก็แหละ ภิกษุผู้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งสังฆานุสสติกัมมัฏฐานนี้ ย่อมจะสำเร็จเป็นผู้มีความเคารพมีความยำเกรงในสงฆ์ ย่อมจะบรรลุถึงซึ่งความไพบูลย์ด้วยคุณธรรมมีศรัทธาเป็นต้น ย่อมจะเป็นผู้มากล้นไปด้วยปีติและปราโมทย์ ย่อมเป็นผู้กำจัดเสียได้ซึ่งโทษภัยอันน่ากลัว ย่อมเป็นผู้สามารถอดกลั้นได้ซึ่งทุกขเวทนา ย่อมได้ความมั่นใจว่าอยู่ร่วมกับพระสงฆ์

อนึ่ง สรีระร่างของภิกษุนั้น อันสังฆานุสสติครอบครองแล้ว ย่อมกลายเป็นสิ่งที่ควรแก่การบูชาเป็นเหมือนว่าโรงอุโบสถที่มีพระสงฆ์ประชุมอยู่พร้อมแล้ว จิตย่อมน้อมไปเพื่อถึงพระสังฆคุณ แหละในเมื่อประจวบเข้ากับวัตถุที่จะพึงล่วงละเมิด หิริและโอตตัปปะย่อมจะปรากฏขึ้นมาแก่เธอทันที เป็นเสมือนเห็นพระสงฆ์อยู่โดยพร้อมหน้าฉะนั้น

ก็แหละ ภิกษุผู้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งสังฆานุสสติกัมมัฏฐาน เมื่อจะไม่ได้แทงตลอดซึ่งคุณพิเศษยิ่ง ๆ ขึ้นไป (ในชาตินี้) ก็ย่อมจะเป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า

เพราะเหตุนั้นแล โยคาวจรบุคคลผู้มีปัญญาดี บำเพ็ญความไม่ประมาทในสังฆานุสสติภาวนา ซึ่งมีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ดังพรรณนามานี้ ในกาลทุกเมื่อ เทอญ

กถามุขพิสดารในสังฆานุสสติกัมมัฏฐาน ยุติลงเพียงเท่านี้