ปริจเฉทที่ ๘ อนุสสติกัมมัฏฐานนิเทศ
๑. มรณานุสสติกถา
[๑๖๗] บัดนี้ ถึงวาระแสดงการเจริญมรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาทต่อจากเทวดานุสสตินี้ไป ในมรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาทนั้น คำว่า มรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์ ได้แก่ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์อินทรีย์คือชีวิต, สภาวะที่เป็นใหญ่ในการรักษาความเป็นอยู่ของนามรูปที่เนื่องอยู่ในภพแดนเกิด โลกเป็นที่อยู่ของสัตว์ หรือภาวะชีวิตที่สัตว์ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอันเดียว ก็ สมุจเฉทมรณะความตายโดยเด็ดขาด การตัดขาดภพชาติแห่งวัฏฏทุกข์ของพระอรหันต์ผู้ปรินิพพาน กล่าวคือความขาดสูญอุจเฉททิฏฐิ ความเห็นผิดว่าสัตว์ตายแล้วสูญสิ้น ไม่มีการเกิดใหม่อีกและไม่มีผลกรรมสืบต่อแห่งวัฏฏทุกข์ของพระอรหันต์ผู้ไกลจากกิเลส สิ้นอาสวะ บรรลุธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนาทั้งหลาย ขณิกมรณะความตายชั่วขณะ คือความดับไปของรูปนามขันธ์ ๕ ในแต่ละขณะจิต กล่าวคือความแตกดับชั่วขณะแห่งสังขารทั้งหลาย และสมมติมรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์ ได้ในคำว่าต้นไม้ตาย โลหะตาย ดังนี้เป็นต้น มรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์ทั้ง ๓ อย่างนั้น ไม่ประสงค์เอาในมรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาทนี้
ก็แหละ มรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์ที่ประสงค์เอานั้นมี ๒ อย่างคือ กาลมรณะการตายตามกาลเวลา ด้วยการสิ้นบุญหรือสิ้นอายุขัย ๑ อกาลมรณะการตายก่อนถึงเวลาอันควร ด้วยกรรมตัดรอนหรืออุบัติเหตุ ๑ ในมรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์ ๒ อย่างนั้น กาลมรณะการตายตามกาลเวลา ด้วยการสิ้นบุญหรือสิ้นอายุขัย ย่อมมีด้วยการสิ้นบุญ หรือการสิ้นอายุ หรือด้วยการสิ้นทั้ง ๒ อย่าง อกาลมรณะการตายก่อนถึงเวลาอันควร ด้วยกรรมตัดรอนหรืออุบัติเหตุ ย่อมมีด้วยอำนาจกรรมที่เขาตัดรอนกรรม
ในมรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์เหล่านั้นก็มรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์ใดแม้เมื่อความพร้อมมูลแห่งปัจจัยที่เป็นเหตุสืบต่ออายุยังมีอยู่ ก็ย่อมมีได้ เพราะความที่กรรมอันเป็นเหตุต่อปฏิสนธิการสืบต่อภพใหม่, การกำเนิดในภพภูมิต่างๆมีวิบากสุกงอมสิ้นเชิงแล้ว นี้ชื่อว่ามรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์ด้วยการสิ้นบุญ มรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์ใดย่อมมีด้วยการสิ้นอายุซึ่งมี ๑๐๐ ปี เป็นกำหนดเหมือนอายุของคนทุกวันนี้ เพราะไม่มีสมบัติคือ คติ, กาล และอาหารเป็นต้น นี้ชื่อว่ามรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์ด้วยการสิ้นอายุ ส่วนมรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์ใดย่อมมีแก่เหล่าสัตว์ผู้มีสันดานอันกรรมที่สามารผู้ขัดขวางความดี เครื่องเหนี่ยวรั้งจิตใจให้ตกอยู่ในอำนาจกิเลสและวัฏฏะถจะให้เคลื่อนจากฐานในทันทีเข้ามาตัดรอน เหมือนอย่างทุสิมารผู้ขัดขวางความดี เครื่องเหนี่ยวรั้งจิตใจให้ตกอยู่ในอำนาจกิเลสและวัฏฏะและกลาพุราชเป็นต้น หรือย่อมมีแก่เหล่าสัตว์ผู้มีสันดานขาดไปด้วยความพยายามมีการนำศัสตรามา (ประหาร) เป็นต้น ด้วยอำนาจกรรมปางก่อน นี้ชื่อว่าอกาลมรณะการตายก่อนถึงเวลาอันควร ด้วยกรรมตัดรอนหรืออุบัติเหตุ มรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์ทั้งหมดนั้น สงเคราะห์ด้วยความขาดแห่งชีวิตินทรีย์อินทรีย์คือชีวิต, สภาวะที่เป็นใหญ่ในการรักษาความเป็นอยู่ของนามรูป
การระลึกถึงมรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์ กล่าวคือ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์อินทรีย์คือชีวิต, สภาวะที่เป็นใหญ่ในการรักษาความเป็นอยู่ของนามรูป ด้วยประการดังกล่าวมานี้ ชื่อว่า มรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาท
[๑๖๘] อันพระโยคาวจรผู้ประกอบความเพียรในทางธรรม, ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาหรือสมถะผู้ประสงค์จะเจริญมรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาทนั้น ไปในที่ลับหลีกเร้นการปลีกตัวไปอยู่ในที่สงบสงัดเพื่อเจริญสมาธิภาวนาอยู่ พึงให้มนสิการการทำในใจ, การใส่ใจ, การพิจารณาอย่างรอบคอบเป็นไปโดยแยบคายการกระทำหรือพิจารณาอย่างถูกวิธี ถูกทาง รอบคอบ หรือแยบคาย (โยนิโสมนสิการ)ว่า มรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์จักมี ชีวิตินทรีย์อินทรีย์คือชีวิต, สภาวะที่เป็นใหญ่ในการรักษาความเป็นอยู่ของนามรูปจักขาด หรือว่า ตาย ตาย ดังนี้ เพราะว่าเมื่อพระโยคาวจรผู้ประกอบความเพียรในทางธรรม, ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาหรือสมถะยังมนสิการการทำในใจ, การใส่ใจ, การพิจารณาอย่างรอบคอบให้เป็นไปโดยไม่แยบคาย เวลาระลึกถึงความตายของคนที่ชอบกันจะเกิดความโศกเศร้า ดุจเวลามารผู้ขัดขวางความดี เครื่องเหนี่ยวรั้งจิตใจให้ตกอยู่ในอำนาจกิเลสและวัฏฏะดาผู้บังเกิดเกล้าระลึกถึงความตายของบุตรที่รักฉะนั้น เวลาที่ระลึกถึงความตายของคนที่ไม่ชอบกันจะเกิดความปราโมทย์ความบันเทิงใจ รื่นเริงใจอย่างยิ่ง ดุจคนมีเวรกันระลึกถึงความตายของคนที่มีเวรกันฉะนั้น เวลาระลึกถึงความตายของคนที่เป็นกลาง ๆ จะไม่เกิดความสลดใจดุจสัปเหร่อเห็นซากคนตายฉะนั้น เวลาระลึกถึงความตายของตนจะเกิดความสะดุ้งหวาดกลัวดุจคนที่มีชาติความเกิด, การบังเกิดขึ้นของขันธ์หรือธรรมทั้งหลายขลาดเพราะเห็นเพชฌฆาตผู้เงื้อดาบฉะนั้น
ความเกิดขึ้นแห่งความโศกเป็นต้นแม้ทั้งหมดนั้น ย่อมมีแก่ผู้ปราศจากสติ, ความสังเวชความสลดใจ เกิดปัญญาเห็นภัยในวัฏสงสารและความไม่เที่ยง และญาณ เพราะเหตุนั้น พระโยคาวจรผู้ประกอบความเพียรในทางธรรม, ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาหรือสมถะเห็นสัตว์ที่ถูกฆ่าตายและตายเองในที่นั้น ๆ แล้ว พึงพิจารณาถึงความตายของหมู่สัตว์ที่ตายไปซึ่งมีสมบัติที่ตนเคยเห็นมา ประกอบสติ, ความสังเวชความสลดใจ เกิดปัญญาเห็นภัยในวัฏสงสารและความไม่เที่ยง และญาณ แล้วยังมนสิการการทำในใจ, การใส่ใจ, การพิจารณาอย่างรอบคอบให้เป็นไปโดยนัยมีอาทิว่า มรณ์ ภวิสุสติ ความตายจักมี ดังนี้ ด้วยว่า พระโยคาวจรผู้ประกอบความเพียรในทางธรรม, ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาหรือสมถะเมื่อให้มนสิการการทำในใจ, การใส่ใจ, การพิจารณาอย่างรอบคอบเป็นไปอย่างนั้น ชื่อว่าให้เป็นไปโดยแยบคายการกระทำหรือพิจารณาอย่างถูกวิธี ถูกทาง รอบคอบ หรือแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) อธิบายว่าให้เป็นไปโดยอุบาย จริงอยู่ สำหรับพระโยคาวจรผู้ประกอบความเพียรในทางธรรม, ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาหรือสมถะบางพวกที่ยังมนสิการการทำในใจ, การใส่ใจ, การพิจารณาอย่างรอบคอบให้เป็นไปอยู่อย่างนั้นนั่นแล นิวรณกิเลสทั้งหลายย่อมระงับลง สติมีมรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์เป็นอารมณ์ย่อมตั้งมั่น กัมมัฏฐานขึ้นถึงอุปจารฌานสมาธิขั้นเฉียดหรือจวนจะแน่วแน่ ใกล้ถึงขั้นอัปปนาฌานทีเดียวก็เป็นได้
[๑๖๙] ส่วนพระโยคาวจรผู้ประกอบความเพียรในทางธรรม, ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาหรือสมถะผู้ไม่มีกัมมัฏฐานถึงอุปจารฌานสมาธิขั้นเฉียดหรือจวนจะแน่วแน่ ใกล้ถึงขั้นอัปปนาฌานด้วยอาการเพียงเท่านี้ พึงระลึกถึงความตายโดยอาการ ๘ อย่างเหล่านี้ คือ :
๑. โดยปรากฏเหมือนเพชฌฆาต
๒. โดยวิบัติจากสมบัติ
๓. โดยนำมาเปรียบเทียบ
๔. โดยเป็นกายสาธารณะแก่หมู่หนอนจำนวนมาก
๕. โดยอายุทุพลภาพ
๖. โดยไม่มีเครื่องหมาย
๗. โดยมีกำหนดระยะกาล
๘. โดยมีขณะเล็กน้อย
๑. อธิบายโดยปรากฏเหมือนเพชฌฆาต
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วธกปจจุปฏธานโต แปลว่า โดยปรากฏเหมือนเพชฌฆาต พระโยคาวจรผู้ประกอบความเพียรในทางธรรม, ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาหรือสมถะพึงระลึกว่า เปรียบเหมือนเพชฌฆาตคิดจะตัดศีรษะผู้นี้ ฉวยดาบจ่ออยู่ที่คอยืนประชิดตัวอยู่ฉันใด แม้ความตายก็ปรากฏเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุไร ? เพราะมาพร้อมกับความเกิดและเพราะเป็นเครื่องบั่นทอนชีวิต อุปมาเหมือนดอกเห็ดหัวงูตูม ๆ ย่อมดันเอาฝุ่นติดหัวขึ้นมาพร้อมฉันใด สัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ย่อมพาเอาความแก่และความตายมาเกิดด้วย จริงอย่างนั้น ปฏิสนธิการสืบต่อภพใหม่, การกำเนิดในภพภูมิต่างๆจิตของสัตว์เหล่านั้นก็ถึงความแก่ถัดแต่เกิดขึ้นมาทีเดียว แล้วก็แตกดับไปพร้อมกับด้วยขันธ์อันเป็นตัวประกอบ ดังศิลาตกจากยอดเขาแตกกระจายไปฉะนั้นความตายที่มีประจำทุกขณะดังกล่าวมาฉะนี้ อันดับแรกมาพร้อมกับความเกิด แต่เพราะสัตว์เกิดมาแล้วต้องตายเป็นเที่ยงแท้ แม้ความตายที่ประสงค์เอาในมรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาทนี้ก็จัดว่ามาพร้อมกับความเกิด เพราะเหตุนั้น สัตว์นี้ตั้งแต่เวลาที่เกิดมาก็เดินบ่ายหน้าต่อความตาย มิได้หวนกลับมาเลยแม้สักน้อยเดียว เปรียบดังพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาแล้วก็โคจรแดนเที่ยวไปของจิต หรืออารมณ์ของธรรมนั้นๆบ่ายหน้าต่อที่ตกไปท่าเดียว มิได้กลับมาหาที่ ๆ โคจรแดนเที่ยวไปของจิต หรืออารมณ์ของธรรมนั้นๆไปแล้วนั้น ๆ แม้สักน้อยหนึ่ง หรือมิฉะนั้น เปรียบเหมือนสายน้ำเล็ก ๆ ที่ไหลลงจากภูเขามีกระแสเชี่ยว มีปกติพัดเอาสิ่งพอที่จะพัดไปได้ ย่อมไหลรุดไปท่าเดียว มิได้หวนกลับแม้สักน้อยหนึ่ง ฉะนั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า :
“สัตว์อยู่ในครรภ์เพียงคืนเดียวซึ่งเป็นคืนแรก ย่อมบ่ายหน้าไป (สู่ความตาย) เหมือนเมฆฝนตั้งขึ้นแล้ว ก็ย่อมเคลื่อนไปเรื่อยไป ไม่หวนกลับมา” ดังนี้
ก็เมื่อสัตว์นั้นบ่ายหน้าไปอยู่อย่างนี้ ความตายเท่านั้นย่อมใกล้เข้ามา เหมือนอย่างความเหือดแห้งไปแห่งแม่น้ำน้อยอันถูกแดดแผดเผาในฤดูร้อน และเหมือนอย่างความหล่นผลอยแห่งผลไม้ทั้งหลายที่มีขั้วอันรสแห่งอาโปธาตุซาบซึมแล้วในเวลาเช้า ดุจความแตกแห่งภาชนะดินทั้งหลายที่ถูกทุบด้วยไม้ค้อน และความเหือดแห้งไปแห่งหยาดน้ำค้างทั้งหลายที่ต้องแสงพระอาทิตย์แผดเผาฉะนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า :
“วันและคืนล่วงไป ชีวิตพลอยดับไปด้วย อายุของสัตว์ค่อยสิ้นไป ดังน้ำแห่งแม่น้ำน้อยค่อยแห้งไป ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดมาแล้ว ย่อมมีภัยแต่ความตายเป็นเที่ยงแท้แน่นอน ดุจผลไม้ทั้งหลายที่สุกแล้วย่อมมีภัยแต่ความหล่นในเวลาเช้า ฉะนั้น อนึ่ง เหมือนภาชนะดินที่ช่างหม้อทำขึ้น ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งสุกทั้งดิบ ทุกอย่างล้วนมีความแตกเป็นที่สุด ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เป็น ฉันนั้น หยาดน้ำค้างที่ยอดหญ้า พอพระอาทิตย์ขึ้นไปก็ตกไป ฉันใด อายุของสัตว์ทั้งหลายก็เป็น ฉันนั้น คุณแม่จ๋า คุณแม่อย่าห้ามผมเลย ความตายมาพร้อมกับความเกิด ประดุจเพชฌฆาตที่เงื้อดาบ ด้วยประการฉะนี้”
อนึ่ง ความตายนี้นั้นย่อมคร่าเอาชีวิตถ่ายเดียว ครั้นคร่าเอาไปแล้วก็มิได้ปล่อยให้กลับคืนมา ดังเพชฌฆาตกวัดแกว่งดาบอยู่ที่คอฉะนั้น เพราะเหตุนั้น แม้ความตายจึงชื่อว่าปรากฏดังเพชฌฆาตเงื้อดาบ เพราะมาพร้อมกับความเกิดและเพราะคร่าชีวิตไป ดังนี้แล พระโยคาวจรผู้ประกอบความเพียรในทางธรรม, ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาหรือสมถะพึงระลึกถึงความตายโดยปรากฏดังเพชฌฆาต ด้วยประการฉะนี้
๒. อธิบายโดยวิบัติจากสมบัติ
[๑๗๐] คำว่า โดยวิบัติจากสมบัติ มีอธิบายว่า ขึ้นชื่อว่าสมบัติในโลกนี้ย่อมงดงามอยู่ได้ชั่วเวลาที่วิบัติยังไม่ครอบงำ แต่ขึ้นชื่อว่าสมบัติจะถึงพ้นความวิบัติดำรงอยู่ได้หามีไม่ จริงอย่างนั้น“แม้พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงปกครองแผ่นดินทั้งสิ้น ทรงสละพระราชทรัพย์ตั้งร้อยโกฏิ ทรงเป็นผู้มีความสุขในบั้นปลาย ถึงความเป็นใหญ่แห่งวัตถุเพียงผลมะขามป้อมครึ่งผลด้วยทั้งเรือนร่างนั่นแล แม้เมื่อท้าวเธอทรงสิ้นบุญแล้ว พระองค์ก็ทรงบ่ายพระพักตร์ ต่อมรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์ ก็ต้องมาถึงซึ่งความโศกเศร้า”
อีกอย่างหนึ่ง ความไม่มีโรคแม้ทั้งหมดมีความเจ็บไข้เป็นที่สุด ความเป็นหนุ่มทั้งหมดมีความแก่เป็นที่สุด ชีวิตทั้งหมดมีความตายเป็นที่สุด โลกสันนิวาสหมู่สัตว์ผู้ร่วมอาศัยอยู่ในโลก, ชุมชนแห่งสัตว์โลกทั้งหมดนั่นแลถูกชาติความเกิด, การบังเกิดขึ้นของขันธ์หรือธรรมทั้งหลายติดตาม ถูกชราไล่ตาม ถูกพยาธิครอบงำ ถูกมรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์ดักสังหาร เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่า :
“ภูเขาใหญ่อันล้วนแล้วด้วยหินสูงจรดฟ้ากลิ้งบดมาทั้ง ๔ ทิศโดยรอบ แม้ฉันใด ความแก่และความตายก็ฉันนั้น ย่อมครอบงำสัตว์ทั้งหลาย คือพวกกษัตริย์ พวกพราหมณ์ในทางพุทธศาสนาหมายถึง พระขีณาสพ หรือผู้ลอยบาปแล้ว ผู้หมดกิเลส พวกแพศย์ พวกศูทร พวกคนจัณฑาลคนนอกวรรณะที่มีสถานะทางสังคมต่ำสุดในสังคมอินเดียโบราณและพวกปุกกุสะ ไม่เว้นใคร ๆ ย่อมย่ำยีทั่วไปทั้งหมดเลย ณ ที่นั้น พื้นที่สำหรับพลช้างก็ไม่มี สำหรับพลม้าก็ไม่มี สำหรับพลรถก็ไม่มี สำหรับพลเดินเท้าก็ไม่มี และใคร ๆ ไม่อาจชนะได้ด้วยมนต์หรือด้วยทรัพย์วิบัติคือความตาย เป็นที่สุดแห่งสมบัติคือชีวิต พระโยคาวจรผู้ประกอบความเพียรในทางธรรม, ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาหรือสมถะเมื่อจะกำหนดถึงภาวะที่ชีวิตมีความตายเป็นที่สุดนั้น พึงระลึกถึงความตายโดยอาการวิบัติแห่งสมบัติ ด้วยประการฉะนี้
๓. อธิบายโดยนำมาเปรียบเทียบ
[๑๗๑] คำว่า โดยนำมาเปรียบเทียบ ความว่า โดยนำเข้ามาเปรียบเทียบกับตนพร้อมทั้งคนอื่น ๆ ในข้อนั้นมีอธิบายดังนี้ พระโยคาวจรผู้ประกอบความเพียรในทางธรรม, ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาหรือสมถะพึงระลึกถึงความตายโดยเปรียบเทียบกับอาการ ๗ อย่างคือ๑. โดยความเป็นผู้มียศใหญ่
๒. โดยความเป็นผู้มีบุญมาก
๓. โดยความเป็นผู้มีกำลังมาก
๔. โดยความเป็นผู้มีฤทธิ์มาก
๕. โดยความเป็นผู้มีปัญญามาก
๖. โดยความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ธรรมเฉพาะตนเอง แต่ไม่ได้ตั้งศาสนาเพื่อสอนผู้อื่นเป็นวงกว้าง
๗. โดยความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
(๑) อธิบายโดยความเป็นผู้มียศใหญ่
ถามว่า พึงเปรียบเทียบอย่างไร? แก้ว่า พึงเปรียบเทียบอย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่า ความตายนี้ตกต้องอย่างไม่ขวยเขินเบื้องบนแม้แห่งท่านผู้มียศใหญ่คือมีบริวารมาก มีทรัพย์และพาหนะพรั่งพร้อม แม้กระทั่งท้าวมหาสมมต, พระเจ้ามันธาตุ, พระเจ้ามหาสุทัสสนะและพระเจ้าทัฬหเนมิ ก็เหตุไฉนเล่า ความตายจึงจักไม่ตกต้อง ณ เบื้องบนแห่งเรา ท่านผู้มียศใหญ่ทั้งหลายเป็นท้าวพญาผู้ประเสริฐเช่น ท้าวมหาสมมตเป็นต้น แม้ท่านเหล่านั้นยังถึงซึ่งอำนาจแห่งความตาย จะป่วยกล่าวไปไยในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มียศใหญ่ดังว่ามานี้เป็นอันดับแรก
(๒) อธิบายโดยความเป็นผู้มีบุญมาก
พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มีบุญมากอย่างไร ? พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มีบุญมากอย่างนี้ว่า เศรษฐีเหล่านี้คือ โชติกเศรษฐี ชฎิลนักพรตจำพวกหนึ่งที่เกล้าผมเป็นมวยสูงและมักบูชาไฟเศรษฐี อุคคเศรษฐี เมณฑกเศรษฐี ปุณณกเศรษฐี และเศรษฐีอื่น ๆ ที่ลือกระฉ่อนว่าเป็นผู้มีบุญมากในโลก ท่านเหล่านั้นทั้งหมด ยังถึงซึ่งความตาย จะป่วยกล่าวไปไยถึงคนทั้งหลายเช่นเราเล่า
(๓) อธิบายโดยความเป็นผู้มีกำลังมาก
พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มีกำลังมากอย่างไร? พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มีกำลังมากอย่างนี้ว่า พระวาสุเทพ พระพลเทพ พระภีมเสน พระยุธิฏฐิละ แม้นักมวยปล้ำใหญ่ชื่อว่าจานุระ ก็ไปแล้วสู่อำนาจแห่งความตาย แต่ท่านเหล่านั้นผู้ลือกระฉ่อนโลกว่าเป็นผู้มีกำลังมากถึงอย่างนี้ ทุกท่านก็ถึงซึ่งความตาย จะป่วยกล่าวไปไยในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า
(๔) อธิบายโดยความเป็นผู้มีฤทธิ์มาก
พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างไร ? พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ว่า พระอัครสาวกที่สองเป็นผู้ประเสริฐกว่าบรรดาท่านผู้มีฤทธิ์ทั้งหลาย ได้ยังเวชยันต์ปราสาทให้หวั่นไหว ด้วยอวัยวะเพียงนิ้วหัวแม่เท้า แม้ท่านก็ยังเข้าปากของความตายอันน่าสะพึงกลัวไปพร้อมด้วยฤทธิ์ทั้งหลาย เสมือนมฤคเข้าสู่ปากแห่งราชสีห์ จะป่วยกล่าวไปไยในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า
(๕) อธิบายโดยความเป็นผู้มีปัญญามาก
พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มีปัญญามากอย่างไร ? พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นผู้มีปัญญามากอย่างนี้ว่า ยกเว้นพระโลกนาถเจ้าเสีย สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่มีอยู่ สัตว์นั้นว่าโดยปัญญาย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งพระสารีบุตรพระอัครสาวกเบื้องขวาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นพระเถระผู้ที่ได้รับการยกย่องเป็นเอตทัคคะผู้เลิศทางปัญญา และได้รับสมญาจากพระพุทธองค์ว่าเป็น 'พระธรรมเสนาบดี' อันหมายถึงแม่ทัพแห่งพระธรรม พระอัครสาวกที่หนึ่งได้มีปัญญามากถึงอย่างนี้ ยังถึงซึ่งอำนาจแห่งความตาย จะป่วยกล่าวไปไยในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า
(๖) อธิบายโดยความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ธรรมเฉพาะตนเอง แต่ไม่ได้ตั้งศาสนาเพื่อสอนผู้อื่นเป็นวงกว้าง
พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ธรรมเฉพาะตนเอง แต่ไม่ได้ตั้งศาสนาเพื่อสอนผู้อื่นเป็นวงกว้างอย่างไร? พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ธรรมเฉพาะตนเอง แต่ไม่ได้ตั้งศาสนาเพื่อสอนผู้อื่นเป็นวงกว้างอย่างนี้ว่า แม้พุทธบุคคลเหล่านั้นทำการย่ำยีศัตรูคือกิเลสทั้งปวงด้วยพลังคือปัญญาและวิริยะของตน ๆ ได้บรรลุปัจเจกสัมโพธิญาณปัญญาความรู้แจ้งเห็นจริงอันยอดเยี่ยม, พระปัญญาตรัสรู้ เป็นผู้ตรัสรู้เอง มีอาการดังนอแรดเปรียบเสมือนการปลีกวิเวก ประพฤติพรหมจรรย์อยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่คลุกคลีกับหมู่คณะ ดั่งนอของแรดอินเดียที่มีเพียงนอเดียว แม้ท่านเหล่านั้นยังไม่พ้นจากความตาย ก็ไฉนเราจักพ้นเล่า ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่อาศัยนิมิตนั้น ๆ พิจารณาอยู่ เป็นพระสยัมภูผู้รู้แจ้งเองโดยไม่มีครูอาจารย์ หมายถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเดชแห่งญาณ บรรลุพระนิพพานสภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์สิ้นเชิง, ธรรมอันเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาเป็นที่สิ้นอาสวะกิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในจิตใจ มีอุปมาเสมือนนอแรดเปรียบเสมือนการปลีกวิเวก ประพฤติพรหมจรรย์อยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่คลุกคลีกับหมู่คณะ ดั่งนอของแรดอินเดียที่มีเพียงนอเดียว เพราะท่านอยู่ในความประพฤติโดดเดี่ยว แม้ท่านเหล่านั้นก็หาล่วงพ้นความตายไปได้ไม่ จะป่วยกล่าวไปไยในคนทั้งหลายเช่นเราเล่า พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ธรรมเฉพาะตนเอง แต่ไม่ได้ตั้งศาสนาเพื่อสอนผู้อื่นเป็นวงกว้างด้วยอาการอย่างนี้
(๗) อธิบายโดยความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างไร ? พึงระลึกถึงความตายโดยความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างนี้ว่า : พระผู้มีพระภาค แม้นั้นใด มีพระรูปกายหมวดธรรมที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ มหาภูตรูป ๔ อุปาทายรูป ลมอัสสาสะปัสสาสะ และกายสังขารอันวิจิตรไปด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ซึ่งประดับด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ มีพระธรรมกายอันสำเร็จด้วยพระคุณรัตนะมีศีลขันธ์หมวดศีลหรือกองศีล การรักษากายวาจาให้เรียบร้อยบริสุทธิ์เป็นต้นอันบริสุทธิ์ด้วยอาการทั้งปวง ทรงถึงฝั่งแห่งความเป็นผู้มียศใหญ่ ความเป็นผู้มีบุญมาก ความเป็นผู้มีกำลังมาก ความเป็นผู้มีฤทธิ์มาก และความเป็นผู้มีปัญญามากหาผู้เสมอมิได้ ไม่มีผู้เทียบเท่า ไม่มีผู้เปรียบปาน ไม่มีบุคคลจะเทียมทัน เป็นพระอรหันต์ผู้ไกลจากกิเลส สิ้นอาสวะ บรรลุธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนาตรัสรู้เองโดยชอบ แม้พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นก็ยังทรงระงับดับขันธ์การดับไปแห่งขันธ์ 5 อันเป็นสภาวะแห่งการปรินิพพาน หมดสิ้นกิเลสและภพชาติโดยพลัน เพราะการตกลงแห่งหยาดฝนคือมรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์ เปรียบดังกองแห่งเพลิงใหญ่ดับไปเพราะฝนตกรดฉะนั้น อันความตายนั่นใดมาสู่อำนาจของพระผู้มีพระภาค ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้มีอานุภาพมากอย่างนี้ โดยไม่ต้องกลัว โดยไม่ต้องละอาย ไฉนเล่า ? เจ้าความตายนี้นั้น อันไร้ความอายปราศจากความกลัว มุ่งแต่จะย่ำยีสัตว์ทุกถ้วนหน้า จักไม่มาครอบงำสัตว์เช่นเราเล่า
เมื่อพระโยคาวจรผู้ประกอบความเพียรในทางธรรม, ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาหรือสมถะนั้น น้อมตนเข้าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ซึ่งเพียบพร้อมด้วยความเป็นใหญ่ มีความเป็นผู้มียศใหญ่เป็นต้น โดยภาวะคือความเป็นผู้มีความตายเสมอกันอย่างนี้แล้ว ระลึกไปว่า ความตายจักมีแม้แก่เรา ดุจมีแก่สัตว์วิเศษเหล่านั้น ดังนี้ กัมมัฏฐานย่อมถึงอุปจารแล พระโยคาวจรผู้ประกอบความเพียรในทางธรรม, ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาหรือสมถะระลึกถึงความตาย โดยนำมาเปรียบเทียบ ด้วยประการฉะนี้
๔. อธิบายโดยเป็นกายสาธารณะแก่หมู่หนอนจำนวนมาก
[๑๗๒] คำว่า โดยเป็นกายสาธารณะแก่หมู่หนอนจำนวนมาก มีอธิบายว่า กายนี้สาธารณะทั่วไปแก่สัตว์ทุกจำพวก คือ อันดับแรกก็เป็นกายทั่วไปแก่หมู่หนอน ๘๐ ครอก ในหมู่หนอนเหล่านั้น พวกสัตว์ที่อาศัยผิวหนังก็กัดกินผิวหนัง จำพวกที่อาศัยหนังก็กัดกินหนัง จำพวกที่อาศัยเนื้อก็กัดกินเนื้อ จำพวกที่อาศัยเอ็นก็กัดกินเอ็น จำพวกที่อาศัยกระดูกก็กัดกินกระดูก จำพวกที่อาศัยเยื่อในกระดูกก็กัดกินเยื่อในกระดูก มันเกิด, แก่, ตาย, ถ่ายอุจจาระ, ปัสสาวะอยู่ในกายนั้นเอง และร่างกายก็นับว่าเป็นเรือนคลอด เป็นโรงพยาบาล เป็นสุสาน เป็นส้วม เป็นรางปัสสาวะของพวกมัน อันว่าร่างกายนี้นั้น เพราะความกำเริบแห่งหมู่หนอนแม้เหล่านั้น ก็ถึงซึ่งความตายได้ประการหนึ่งเป็นแท้อนึ่ง กายนี้ย่อมทั่วไปแก่ปัจจัยแห่งความตาย เฉพาะที่เป็นภายในได้แก่โรคหลายชนิด และที่เป็นภายนอกได้แก่งูและแมลงป่องเป็นต้น เหมือนอย่างที่สาธารณะทั่วไปแก่หมู่หนอน ๘๐ ครอกฉะนั้น อนึ่ง เปรียบดังอาวุธต่าง ๆ เช่นลูกศรอุปมาถึงกิเลส มีราคะ โทสะ โมหะ ทิฏฐิ เป็นต้น ที่คอยเสียดแทงจิตใจให้เกิดทุกข์ หอกแทง หอกซัด และก้อนหินเป็นต้น อันมาแต่ทิศทั้งปวงตกประดังลงที่เป้าที่เขาตั้งไว้ในหนทางใหญ่ ๔ แพร่ง ฉันใด อันตรายทุกอย่างย่อมตกประดังลง แม้ในกาย ก็ฉันนั้น กายนี้นั้น ย่อมถึงความตาย เป็นเที่ยงแท้เพราะอันตรายเหล่านั้นตกประดังลง
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยคำสั่งสอนและข้อบัญญัติของพระพุทธศาสนานี้ เมื่อกลางวันผ่านไปแล้วกลางคืนย่างเข้ามา ย่อมพิจารณาเห็นอย่างนี้ว่า เหตุแห่งความตายของเรามีมากแล คืองูจะพึงกัดเรา แมลงป่องจะพึงต่อยเรา หรือตะขาบจะพึงกัดเรา เราจะพึงตาย เพราะเหตุนั้น นั่นจะพึงเป็นอันตรายแก่เรา มิฉะนั้นเราพึงจะพลาดล้มลง หรือภัตที่เราบริโภคแล้วพึงเสียไป น้ำดีของเราพึงกำเริบก็ได้ เสมหะของเราพึงกำเริบก็ได้ มิใช่แต่เท่านั้น ลมมีพิษดังศัสตราจะพึงกำเริบแก่เราก็ได้ เราจะต้องตาย เพราะเหตุนั้น นั่นจะพึงเป็นอันตรายแก่เรา”พระโยคาวจรผู้ประกอบความเพียรในทางธรรม, ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาหรือสมถะพึงระลึกถึงความตายโดยเป็นกายสาธารณะแก่หมู่หนอนจำนวนมาก ด้วยประการฉะนี้
๕. อธิบายโดยอายุทุพลภาพ
[๑๗๓] คำว่า อายุทุพลภาพ อธิบายว่า ธรรมดาว่าอายุนั้นไม่แข็งแรง อ่อนแอ จริงอย่างนั้น ชีวิตของเหล่าสัตว์เนื่องด้วยลมหายใจออกและลมหายใจเข้า เนื่องด้วยอิริยาบถ เนื่องด้วยความเย็นและความร้อน เนื่องด้วยมหาภูตสัตว์ผู้เกิดแล้ว สัตว์มีชีวิตทั้งปวง และเนื่องด้วยอาหาร ชีวิตนี้นั้นเมื่อได้ภาวะความเป็นไปสม่ำเสมอแห่งลมหายใจออกและลมหายใจเข้านั่นแหละ จึงเป็นไปได้ แต่เมื่อลมทางจมูกที่ออกไปข้างนอกไม่กลับเข้าไปข้างในก็ดี ที่เข้าไปแล้วไม่ออกมาก็ดี บุคคลย่อมได้ชื่อว่าตายชีวิตเมื่อได้ภาวะความเป็นไปสม่ำเสมอแม้แห่งอิริยาบถทั้ง ๔ นั้นแหละจึงเป็นไปได้ แต่เพราะความที่อิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่งเกินประมาณ อายุสังขารย่อมขาด ชีวิตที่ได้ภาวะความเป็นไปสม่ำเสมอแม้แห่งความเย็นและความร้อนนั่นแหละ จึงเป็นไปได้ แต่เมื่อบุคคลถูกความเย็นจัดก็ดี ถูกความร้อนจัดก็ดีครอบงำ ย่อมวิบัติ ชีวิตเมื่อได้ภาวะความเป็นไปสม่ำเสมอแม้แห่งมหาภูตสัตว์ผู้เกิดแล้ว สัตว์มีชีวิตทั้งปวงรูปนั่นแหละจึงเป็นไปได้ แต่เพราะปฐวีธาตุหรืออาโปธาตุเป็นต้นธาตุใดธาตุหนึ่งกำเริบ บุคคลแม้สมบูรณ์ด้วยกำลังก็ยังเป็นคนมีกายแข็งกระด้างได้หรือมีกายเน่าเปรอะเปื้อนด้วยอำนาจโรคลงแดงเป็นต้น หรือมีความร้อนมากเป็นเบื้องหน้าได้ หรือมีไขข้อและเส้นเอ็นขาดไปได้ ย่อมถึงความสิ้นชีวิต บุคคลเมื่อได้แม้อาหารหรือคำข้าวในเวลาที่ควรนั่นแหละ ชีวิตจึงเป็นไปได้ แต่เมื่อไม่ได้อาหารย่อมถึงความสิ้นสูญ พระโยคาวจรผู้ประกอบความเพียรในทางธรรม, ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาหรือสมถะพึงตามระลึกถึงความตายโดยอายุเป็นของทุพลภาพ ด้วยประการฉะนี้
๖. อธิบายโดยไม่มีเครื่องหมาย
[๑๗๔] คำว่า โดยไม่มีเครื่องหมาย อธิบายว่า โดยความไม่มีขอบเขตกำหนด จริงอยู่ สภาวธรรม ๕ ประการนี้ คือ ชีวิต ๑ พยาธิ ๑ กาลเวลา ๑ สถานที่ทอดทิ้งกาย ๑ คติ ๑ ของเหล่าสัตว์ในชีวโลก ไม่มีเครื่องหมาย ใคร ๆ รู้ไม่ได้ในสภาวธรรม ๕ ประการนั้น ธรรมดาว่าชีวิต ชื่อว่าไม่มีเครื่องหมาย เพราะไม่มีกำหนดว่า จะพึงเป็นอยู่ประมาณเท่านี้ปี ไม่เกินจากนี้ไปได้ จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายย่อมตายเสียแต่ในเวลาแรกเกิด เป็นกลละรูปแรกกำเนิดในครรภ์หลังการปฏิสนธิ มีลักษณะเป็นหยดน้ำใสขุ่นน้ำขุ่นก็มี ในเวลาเป็นอัพพุทะรูปของทารกในครรภ์สัปดาห์ที่สอง มีลักษณะเป็นน้ำข้นคล้ายน้ำล้างเนื้อน้ำที่ใส เป็นชิ้นเนื้อเป็นแท่งอยู่ในครรภ์ได้ ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน ๔ เดือน ๕ เดือน ๑๐ เดือนก็มี ในสมัยที่คลอดจากท้องก็มี เลยนั้นไปย่อมตายภายในร้อยปีบ้าง เกินร้อยปีไปบ้าง อย่างแน่แท้
แม้พยาธิก็ชื่อว่าไม่มีเครื่องหมาย เพราะความไม่มีกำหนดว่า สัตว์ทั้งหลายจะต้องตายด้วยความเจ็บป่วยชนิดนี้เท่านั้น จะไม่ตายด้วยความเจ็บป่วยชนิดอื่น ด้วยว่า สัตว์ทั้งหลายตายด้วยโรคตาก็มี ตายด้วยโรคหูเป็นต้นชนิดใดชนิดหนึ่งก็มี
แม้กาลเวลาก็ชื่อว่าไม่มีเครื่องหมาย เพราะไม่มีกำหนดอย่างนี้ว่า จะต้องตายในเวลานี้เท่านั้น ไม่ตายในเวลาอื่น ด้วยว่าสัตว์ทั้งหลายตายในเวลาเช้าก็มี ตายในเวลาเที่ยงเป็นต้นเวลาใดเวลาหนึ่งก็มี
แม้สถานที่ทอดทิ้งกาย ก็ชื่อว่าไม่มีเครื่องหมาย เพราะไม่มีกำหนดอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายเมื่อจะตาย จะต้องทอดทิ้งร่างกายไว้ในที่นี้เท่านั้น ไม่ทอดทิ้งไปในที่อื่น ด้วยว่าอัตภาพความเป็นตัวตน, ร่างกายและจิตใจของบุคคลซึ่งเกิดภายในบ้านตกอยู่นอกบ้านก็มี ของผู้ที่เกิดนอกบ้านตกอยู่ภายในบ้านก็มี โดยประการนั้น บัณฑิตผู้มีปัญญา ผู้ฉลาดรอบรู้ ดำเนินชีวิตด้วยความถูกต้องพึงให้พิสดารโดยประการเป็นอันมาก อัตภาพความเป็นตัวตน, ร่างกายและจิตใจของสัตว์เหล่านั้น ที่เกิดบนบกตกไปในน้ำหรืออัตภาพความเป็นตัวตน, ร่างกายและจิตใจของสัตว์ที่เกิดในน้ำตกไปบนบกดังนี้เป็นต้น
แม้คติ ก็ชื่อว่าไม่มีเครื่องหมาย เพราะไม่มีกำหนดอย่างนี้ว่า อันสัตว์ที่จุติการเคลื่อนจากภพภูมิหนึ่ง, การตายจากคตินี้แล้ว จะต้องไปบังเกิดในคตินี้ ด้วยว่า สัตว์ทั้งหลายจุติการเคลื่อนจากภพภูมิหนึ่ง, การตายจากเทวโลกแล้วไปบังเกิดในพวกมนุษย์ก็มี จุติการเคลื่อนจากภพภูมิหนึ่ง, การตายจากมนุษยโลกแล้วไปบังเกิดในเทวโลกเป็นต้น โลกใดโลกหนึ่งก็มี ชาวโลกย่อมหมุนเวียนไปในคติทั้ง ๕ เหมือนโคที่เราเทียมไว้ในยนต์ฉะนั้น ด้วยประการฉะนี้แล พระโยคาวจรผู้ประกอบความเพียรในทางธรรม, ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาหรือสมถะพึงตามระลึกถึงความตายโดยไม่มีนิมิตเครื่องหมาย ดังที่ว่ามานี้แล
๗. อธิบายโดยมีกำหนดระยะกาล
[๑๗๕] คำว่า โดยมีกำหนดระยะกาล อธิบายว่า ระยะกาลแห่งชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายในบัดนี้น้อยนัก ผู้ใดเป็นอยู่ได้นาน ผู้นั้นก็เป็นอยู่ได้เพียง ๑๐๐ ปี หรือเลย (๑๐๐ ปี) ไปบ้าง แต่เป็นส่วนน้อย เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่าภิกษุทั้งหลายอายุของมนุษย์ทั้งหลายนี้น้อยนัก พวกเขาจำต้องไปยังสัมปรายภพภพหน้า, ชาติหน้า, ภพภูมิในเบื้องหน้า พวกเขาควรทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์การประพฤติอันประเสริฐ การถือเพศบริสุทธิ์เว้นจากเมถุนธรรม ผู้ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายย่อมไม่มี ผู้ใดเป็นอยู่ได้นาน ผู้นั้นก็เป็นอยู่ได้เพียง ๑๐๐ ปี หรือเกิน (๑๐๐ ปี) ก็มีบ้างแต่เป็นส่วนน้อย อายุของมนุษย์นี้น้อยนัก สัตบุรุษคนดี, คนสงบระงับ, ผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมพึงดูหมิ่นอายุนั้นเสีย พึงรีบประพฤติความดี ดังคนมีศีรษะถูกไฟไหม้ เพราะความตายจะไม่มาถึงย่อมไม่มีทรงตรัสไว้อีกว่า ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ได้มีศาสดาชื่อว่าอรกะดังนี้เป็นต้น บัณฑิตผู้มีปัญญา ผู้ฉลาดรอบรู้ ดำเนินชีวิตด้วยความถูกต้องพึงยังพระสูตรทั้งหมดอันประกอบด้วยอุปมา ๗ ข้อให้พิสดาร
ตรัสไว้อีกสูตรหนึ่งว่า
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เจริญมรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาทอย่างนี้ว่า น่าปลื้มใจหนอที่เราพึงเป็นอยู่ได้ชั่วคืน ๑ และวัน ๑ เราพึงกระทำไว้ในใจซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค เราพึงทำกิจของบรรพชิต อันเป็นประโยชน์ตนมากหนอ ดังนั้นก็ดีระยะกาลแห่งชีวิตน้อยนัก ไม่น่าไว้วางใจเพียงชั่วเคี้ยวคำข้าว ๔-๕ คำอย่างนี้แล พระโยคาวจรผู้ประกอบความเพียรในทางธรรม, ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาหรือสมถะพึงตามระลึกถึงความตายโดยมีกำหนดระยะกาล ด้วยประการฉะนี้
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เจริญมรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาทอย่างนี้ว่า น่าปลื้มใจหนอที่เราพึงเป็นอยู่ ชั่วระยะเวลากลางวัน เราพึงทำไว้ในใจถึงคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค เราพึงทำกิจแห่งบรรพชิตอันเป็นประโยชน์ตนมากหนอ ดังนี้ก็ดี
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ที่เจริญมรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาทอย่างนี้ว่า น่าปลื้มใจหนอที่เราพึงเป็นอยู่ ยะเวลาที่เราบิณฑบาตครั้งหนึ่ง เราพึงทำไว้ในใจซึ่งคำสอนของพระผู้มีพระภาค เราพึงทำกิจของบรรพชิตอันเป็นประโยชน์ตนมากหนอ ดังนี้ก็ดี
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ที่เจริญมรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาทอย่างนี้ว่า น่าปลื้มใจหนอที่เราพึงเป็นอยู่ ชั่วระยะที่เราเคี้ยวคำข้าว ๔-๕ คำแล้วกลืนกิน เราพึงทำไว้ในใจซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค เราพึงทำกิจของบรรพชิตอันเป็นประโยชน์ตนมากหนอ ดังนี้ก็ดี
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านี้เราเรียกว่าเป็นผู้ยังประมาทอยู่ เจริญมรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาทยังชักช้า เพื่อธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะกิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในจิตใจ ดังนี้ก็ดี
ภิกษุทั้งหลาย ส่วนภิกษุผู้ที่เจริญมรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาทอย่างนี้ว่า น่าปลื้มใจหนอที่เราพึงเป็นอยู่ได้ชั่วระยะเวลาเคี้ยวอาหารกลืนลงไปได้คำเดียว เราพึงทำไว้ในใจถึงคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเถิด เราพึงทำกิจของบรรพชิตอันเป็นประโยชน์ตนมากหนอดังนี้ก็ดี
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ที่เจริญมรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาทอย่างนี้ว่า น่าปลื้มใจหนอที่เราพึงเป็นอยู่ ชั่วระยะเวลาหายใจเข้าแล้วหายใจออก หรือหายใจออกแล้วหายใจเข้า เราพึงทำไว้ในใจซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค เราพึงทำกิจของบรรพชิตอันเป็นประโยชน์ของตนมากหนอ ดังนี้ก็ดี
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านี้เราเรียกว่าเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ พวกเธอย่อมเจริญมรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาทเข้มแข็งเพื่อธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะกิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในจิตใจ ดังนี้
๘. อธิบายโดยมีขณะเล็กน้อย
[๑๗๖] ในคำว่า โดยมีขณะเล็กน้อย มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ จริงอยู่ เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ ขณะแห่งชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อยนักชั่วความเป็นไปแห่งจิตขณะเดียวเท่านั้น เปรียบเหมือนล้อรถแม้เมื่อหมุนไปก็หมุนด้วยส่วนแห่งกงส่วนหนึ่งเท่านั้น แม้เมื่อหยุดก็หยุดด้วยส่วนแห่งกงส่วนหนึ่งเท่านั้น ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เป็นไปชั่วขณะแห่งจิตขณะเดียว ฉันนั้นเหมือนกัน ในเมื่อจิตนั้นดับแล้วสัตว์ก็ถูกเรียกว่าดับแล้ว ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่าในขณะแห่งจิตเป็นอดีต สัตว์เป็นแล้ว ไม่ใช่กำลังเป็นอยู่ ไม่ใช่จักเป็น ในขณะแห่งจิตเป็นอนาคต ไม่ใช่เป็นแล้ว ไม่ใช่กำลังเป็น แต่จักเป็น ในขณะแห่งจิตเป็นปัจจุบัน สัตว์ไม่ใช่เป็นแล้ว แต่กำลังเป็น ไม่ใช่จักเป็นชีวิต, อัตภาพความเป็นตัวตน, ร่างกายและจิตใจ และสุขทุกข์ทั้งมวลล้วนประกอบกับจิตดวงเดียว ขณะย่อมเป็นไปโดยรวดเร็ว ขันธ์ของสัตว์ทั้งที่ตายทั้งที่ยังดำรงอยู่ในภพแดนเกิด โลกเป็นที่อยู่ของสัตว์ หรือภาวะชีวิตที่สัตว์ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดนี้ ครั้นดับแล้วก็เหมือนกัน หมดไปโดยไม่มีความสืบต่อสัตว์ไม่เกิดเพราะจิตที่เป็นอนาคต เป็นอยู่เพราะจิตเป็นปัจจุบัน สัตว์โลกชื่อว่าตายเพราะความดับแห่งจิต แต่เมื่อว่าโดยปรมัตถ์เป็นบัญญัติ พึงระลึกถึงมรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์โดยมีขณะเล็กน้อย ด้วยประการฉะนี้
[๑๗๗] แม้เมื่อพระโยคาวจรผู้ประกอบความเพียรในทางธรรม, ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาหรือสมถะระลึกถึงความตายอยู่โดยอาการ ๘ อย่างดังกล่าวมานี้ แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง จิตย่อมได้อาเสวนะการเสพซ้ำๆ การปฏิบัติเนืองๆ ให้ชำนาญคุ้นเคยความส้องเสพคบหา สมาคมด้วย หรือเกี่ยวข้องผูกพันเป็นมิตรด้วยอำนาจทำในใจบ่อย ๆ สติมีมรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์เป็นอารมณ์ย่อมตั้งมั่น นิวรณ์สิ่งที่กั้นจิต ขัดขวางจิตไม่ให้บรรลุความดีหรือสมาธิปัญญาทั้งหลายย่อมสงบ องค์ฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูงย่อมปรากฏ แต่เพราะฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูงมีสภาวธรรมเป็นอารมณ์ และเพราะอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความสลด ฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูงจึงไม่ถึงขั้นอัปปนาสมาธิขั้นแนบแน่น หรือระดับฌานที่จิตดิ่งสนิทในอารมณ์เดียวถึงเพียงขั้นอุปจาระสมาธิเฉียดหรือใกล้จะถึงขั้นฌานแน่วแน่ (อัปปนา)เท่านั้น แต่โลกุตตรฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูงและอรูปฌานฌานที่มีอรูปธรรมเป็นอารมณ์ มี ๔ ขั้น เป็นธรรมเครื่องสลัดออกจากรูปธรรมที่ ๒ ที่ ๔ ย่อมถึงอัปปนาสมาธิขั้นแนบแน่น หรือระดับฌานที่จิตดิ่งสนิทในอารมณ์เดียวด้วยภาวนาการทำให้มีขึ้นทำให้เจริญขึ้น, การอบรมจิตใจและการเจริญปัญญาพิเศษแม้ในเพราะสภาวธรรม ด้วยว่า โลกุตตรฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูงย่อมถึงอัปปนาสมาธิขั้นแนบแน่น หรือระดับฌานที่จิตดิ่งสนิทในอารมณ์เดียวด้วยอำนาจแห่งลำดับของการทำความบริสุทธิ์ให้เกิด อรูปฌานฌานที่มีอรูปธรรมเป็นอารมณ์ มี ๔ ขั้น เป็นธรรมเครื่องสลัดออกจากรูปธรรมย่อมถึงอัปปนาสมาธิขั้นแนบแน่น หรือระดับฌานที่จิตดิ่งสนิทในอารมณ์เดียวด้วยอำนาจแห่งภาวนาการทำให้มีขึ้นทำให้เจริญขึ้น, การอบรมจิตใจและการเจริญปัญญาอันเป็นเครื่องก้าวล่วงอารมณ์ เพราะว่าในอรูปฌานฌานที่มีอรูปธรรมเป็นอารมณ์ มี ๔ ขั้น เป็นธรรมเครื่องสลัดออกจากรูปธรรมนั้น ย่อมมีกิจพอที่จะก้าวล่วงด้วยดีซึ่งอารมณ์แห่งฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูงที่ถึงอัปปนาสมาธิขั้นแนบแน่น หรือระดับฌานที่จิตดิ่งสนิทในอารมณ์เดียวแล้วนั่นแล แต่ในมรณานุสสติกัมมัฏฐานนี้ไม่มีทั้ง ๒ คือ ทั้งโลกุตตรฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูงและอรูปฌานฌานที่มีอรูปธรรมเป็นอารมณ์ มี ๔ ขั้น เป็นธรรมเครื่องสลัดออกจากรูปธรรม ฉะนั้นจึงเป็นเพียงอุปจารฌานสมาธิขั้นเฉียดหรือจวนจะแน่วแน่ ใกล้ถึงขั้นอัปปนาฌานเท่านั้น ฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูงนี้นั้นถึงซึ่งอันนับว่ามรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาท เพราะเกิดขึ้นด้วยกำลังแห่งมรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาท
ก็แหละภิกษุผู้ประกอบมรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาทนี้อยู่เนือง ๆ ย่อมเป็นผู้ไม่ประมาท ย่อมได้สัญญาในอันไม่ยินดีในภพแดนเกิด โลกเป็นที่อยู่ของสัตว์ หรือภาวะชีวิตที่สัตว์ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดทั้งปวง ย่อมละความใคร่ในชีวิต เป็นผู้ติเตียนบาป เป็นผู้ไม่มากไปด้วยความสั่งสมในบริขารทั้งหลาย เป็นผู้ปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทินความมัวหมอง, กิเลสหรือสิ่งเศร้าหมองที่เกาะกุมจิตใจ แม้อนิจจสัญญาคือการกำหนดหมายรู้สภาพธรรมทั้งปวง โดยเฉพาะขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ว่ามีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ชั่วขณะ แล้วดับไป ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่คงที่ ไม่ยั่งยืน เป็นไปตามปัจจัยปรุงแต่งก็ถึงความคุ้นแก่ภิกษุนั้น ทุกขสัญญาและอนัตตสัญญาความกำหนดหมายรู้ว่าสังขารทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของตน บังคับบัญชาไม่ได้เด็ดขาดก็ปรากฏตามกระแสแห่งอนิจจสัญญาคือการกำหนดหมายรู้สภาพธรรมทั้งปวง โดยเฉพาะขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ว่ามีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ชั่วขณะ แล้วดับไป ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่คงที่ ไม่ยั่งยืน เป็นไปตามปัจจัยปรุงแต่งนั้นนั่นแล เหล่าสัตว์ผู้ไม่เจริญมรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาท เมื่อถึงคราวจะมรณะความตาย, การแตกทำลายแห่งขันธ์ย่อมถึงความกลัว, ความสะดุ้ง, ความหลงโดยสาหัส ดังถูกเนื้อร้าย, ยักษ์, งู, โจร, และเพชฌฆาตครอบงำ ฉะนั้น พระโยคาวจรผู้ประกอบความเพียรในทางธรรม, ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาหรือสมถะผู้เจริญมรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาทย่อมไม่เป็นเช่นนั้น เป็นผู้หาความกลัวมิได้เป็นผู้ไม่มีความหลงทำกาละถึงแก่กรรม, ตาย ผู้เจริญมรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาท ถ้าหากจะยังไม่ได้ดื่มรสอมตธรรมในปัจจุบันชาติความเกิด, การบังเกิดขึ้นของขันธ์หรือธรรมทั้งหลาย เบื้องหน้าแต่กายแตกทำลายไปก็จะเป็นผู้มีสุคติทางไปหรือภพภูมิที่เกิดอันมีความสุข เช่น มนุษยโลก เทวโลกเป็นที่ไปเบื้องหน้า
เพราะเหตุนั้นนั่นแล พระโยคาวจรผู้ประกอบความเพียรในทางธรรม, ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาหรือสมถะผู้มีปัญญาดี พึงบำเพ็ญความไม่ประมาทการมีสติกำกับตัวอยู่เสมอ, การไม่ปล่อยปละละเลยในการทำความดีในมรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาทภาวนาการทำให้มีขึ้นทำให้เจริญขึ้น, การอบรมจิตใจและการเจริญปัญญา ซึ่งมีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ดังพรรณนามานี้ ในกาลทุกเมื่อ เทอญ
กถามุขอย่างพิสดารในมรณสติการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อปลุกเร้าความไม่ประมาท ยุติเพียงเท่านี้


