วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566

กามาวจรโสภณจิต ๒๔

กามาวจรโสภณจิต เป็นจิตที่ยังท่องเที่ยววนเวียนอยู่ในกามภูมิ คือภูมิอันเป็นแดนเกิดแห่งกิเลสกาม และวัตถุกาม แต่เป็นจิตที่ดีงาม เพราะประกอบด้วยโสภณเจตสิก ซึ่งปรุงแต่งจิตให้ประพฤติเป็นไปเพื่อให้เกิดประโยชน์ ปราศจากโทษร้ายภัยพิบัติ กามาวจรโสภณจิตนี้ จำแนกออกเป็น ๓ ประเภท ตามคาถาสังคหะที่แสดงว่า

คาถาสังคหะ
เวทนาญาณสังขาร เภเทน จตุวีสติ สเหตุกามาวจร ปุญฺญปากกริยา มตาฯ
แปลว่า “จิต ๒๔ ดวง เมื่อกล่าวโดยประเภทแห่ง เวทนา ญาณ และสังขารเรียกว่า สเหตุกกามาวจรกุศลจิต สเหตุกกามาวจรวิบากจิต และ สเหตุกกามาวจรกิริยาจิต”

อธิบาย
กามาวจรโสภณจิต ๒๔ ดวง เป็นจิตที่ประกอบด้วยเหตุเรียกว่า “สัมปยุตเหตุ” เหตุที่ประกอบกับจิตนี้ เป็นฝ่ายโสภณเหตุหรือเหตุบุญ อันได้แก่ อโลภเหตุ อโทสเหตุ และ อโมหเหตุ ตามสมควร จิตที่มีเหตุต่างๆ ประกอบนี้ เรียกว่า “สเหตุกจิต” ในกามาวจรโสภณจิตทั้ง ๒๔ ดวงนี้ มีเหตุประกอบทุกดวง จึงชื่อว่าเป็นสเหตุกจิตทั้งสิ้น ฉะนั้น เมื่อจำแนกโดยชาติเภทนัยออกไปเป็น ๓ ประเภทแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเอาคำ “สเหตุก” นำหน้าอีก คงใช้แต่ กามาวจรกุศล กามาวจรวิบากจิต และกามาวจรกิริยาจิตเท่านั้น

แสดงการจําแนกกามาวจรโสภณจิต ๓ ประเภท
กามาวจรโสภณจิต ๒๔ ดวง

  • กามาวจรกุศลจิต ๘ ดวง
  • กามาวจรวิบากจิต ๘ ดวง
  • กามาวจรกิริยาจิต ๘ ดวง

กามาวจรกุศลจิต กามาวจรวิบากจิต และกามาวจรกิริยาจิต ทั้ง ๓ ประเภทนี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มหากุศลจิต มหาวิบากจิต และมหากิริยาจิต

อรรถแห่งกุศล
กุจฺฉิเต ปาปธมฺเม สลยติ กมุเปติ วิทฺธํเสตีติ = กุสลํ
แปลว่า ธรรมชาติใด ย่อมทำให้หวั่นไหว หรือย่อมทำลายซึ่งบาปธรรม อันบัณฑิตทั้งหลายจึงเกลียด ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า กุศล

คำว่า “กุศล” หมายถึง กุศลจิต ซึ่งเป็นจิตที่ดีงาม ปราศจากความเศร้าหมองเร่าร้อนไม่มีโทษ และให้ผลเป็นความสุขมีความหมายอยู่ ๕ ประการ คือ

๑.อโรคยตฺถ มีอรรถว่า ไม่มีโรค คือ ไม่มีกิเลสราคะ เป็นต้น เสียดแทงจิตใจและร่างกาย ราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น เหล่านี้ ชื่อว่า “โรค” เพราะเสียดแทงประทุษร้ายจิตใจและร่างกายของสัตว์ทั้งหลาย
๒. สุนทรตฺก มีอรรถว่า เป็นสิ่งที่ดีงาม คือ เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลายได้
๓. เฉกตฺถ มีอรรถว่า เป็นสิ่งฉลาดเรียบร้อย คือ เมื่อเป็นผู้ที่มีจิตใจเป็นกุศลจึงมีกิริยาวาจาสุภาพอ่อนน้อม
๔. อนวชฺชตฺถ มีอรรถว่า ไม่มีโทษอันใดจะพึงติเตียนได้
๕. สุขวิปากตฺถ มีอรรถว่า ให้ผลเป็นความสุขสมปรารถนา

อรรถแห่งบุญ
อตฺตโน สนฺตานํ ปุนาติ โสเธตีติ = ปุญฺญํ
แปลว่า การกระทำใด ย่อมชำระสันดานของตนให้ขาวสะอาด ฉะนั้นการกระทำนั้น ชื่อว่า บุญ

วันพุธที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

อโสภณจิต กับ โสภณจิต

จำนวนจิตทั้งหมดนับโดยย่อ ๘๙ หรือนับโดยพิสดาร ๑๒๑ ดวงนั้น เมื่อจำแนกโดยความเป็นอโสภณจิต และ โสภณจิตแล้ว ได้อโสภณจิต ๓๐ ดวง และ โสภณจิต ๕๙ หรือ ๙๑ ดวง

แสดงการจำแนกจิตโดย อโสภณะ และโสภณะ

จิต ๘๙, ๑๒๑ 

อโสภณจิต ๓๐ ดวง (จิตที่ไม่ดีงาม)
  • อกุศลจิต
    • โลภมูลจิต ๘
    • โทสมูลจิต ๒
    • โมหมูลจิต ๒
  • อเหตุกจิต
    • อกุศลวิบากจิต ๗
    • อเหตุกกุศลวิบากจิต ๘
    • อเหตุกกิริยาจิต ๓

โสภณจิต ๕๙, ๙๑ ดวง (จิตที่ดีงาม)

  • กามาวจรโสภณจิต
    • มหากุศลจิต ๘
    • มหาวิบากจิต ๘
    • มหากิริยาจิต ๘
  • รูปาวจรจิต
    • รูปาวจรกุศลจิต ๕
    • รูปาวจรวิบากจิต ๕
    • รูปาวจรกิริยาจิต ๕
  • อรูปาวจรจิต
    • อรูปาวจรกุศลจิต ๔
    • อรูปาวจรวิบากจิต ๔
    • อรูปาวจรกิริยาจิต ๔
  • โลกุตตรจิต
    • มัคคจิต
    • ผลจิต

อโสภณจิต หมายถึง จิตที่นอกจากโสภณจิต หรือหมายถึงจิตที่ไม่ได้เกิดพร้อมกับโสภณเจตสิก, อโสภณจิตนี้ มีจำนวน ๓๐ ดวง คือ อกุศลจิต ๑๒ และ อเหตุกจิต ๑๘ รวมอโสภณจิต ๓๐ ดังได้แสดงมาแล้ว ต่อไปนี้ จะได้แสดงถึงโสภณจิต ๕๙ ดวง หรือ ๙๑ ดวง ตามคาถาสังคหะที่แสดงว่า

คาถาสังคหะ

ปาปาเหตุกมุตตานิ        โสภณานีติ วุจฺจเร
เอกูนสฎฺฐี จิตฺตานิ        อเถกนวุตีปิ วาฯ

แปลความว่า จิต ๕๙ หรือ ๙๑ ดวง ที่นอกจากอกุศลจิต และ อเหตุกจิต นั้นเรียกว่า “โสภณจิต” อธิบาย โสภณจิต เป็นจิตที่ดีงาม หรือเป็นจิตที่มีโสภณเจตสิกประกอบ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน นับโดยย่อ ๕๙ ดวง หรือโดยพิสดาร ๙๑ ดวง เมื่อจำแนกจิตเหล่านี้โดยภูมิแล้วได้ ๔ ภูมิ


แสดงการจำแนกโสภณจิตโดยภูมิ

โสภณจิต ๕๙ หรือ ๙๑

  • กามาวจรโสภณจิต ๒๔
  • รูปาวจรจิต ๑๕
  • อรูปาวจรจิต ๑๒
  • โลกุตตรจิต ๘ หรือ ๔๐

จิตที่ท่องเที่ยวอยู่ในกามภูมิ หรือในกามารมณ์นั้น มีทั้งอโสภณจิตและโสภณจิตฉะนั้น เมื่อจำแนกโสภณจิตโดยกามภูมิแล้ว จึงจำต้องมีคำว่า “โสภณ” กำกับให้ชัดเจน ส่วนในรูปภูมิ อรูปภูมิ และโลกุตรภูมิ จิตจะเกิดขึ้นได้แต่โสภณจิตอย่างเดียวจึงไม่จำเป็นต้องมีคำว่า “โสภณ” กำกับ เหมือนอย่างโสภณจิตที่เกิดในกามภูมิด้วย

ต่อไปจะได้แสดงโสภณจิต ๕๙ หรือ ๙๑ ดวงโดยลำดับ นับตั้งแต่กามาวจรโสภณจิต ๒๔ เป็นต้นไป

วันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

อเหตุกจิต ๑๘ (หน้า๒)

 👉 อเหตุกจิต ๑๘ (หน้าแรก)



🔅 อเหตุกกิริยาจิต

อเหตุกกิริยาจิต เป็นจิตที่เกิดขึ้น เพื่อทำหน้าที่การงานในการรับอารมณ์ใหม่ทางทวารทั้ง ๖ และทำหน้าที่ตัดสินปัญจารมณ์ รวมถึงจิตที่ทำหน้าที่ยิ้มแย้มของพระอรหันต์ทั้งหลายด้วย ซึ่งจิตที่เกิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่การงานนี้ เป็นจิตที่สักแต่ว่ากระทำกิจการงาน ไม่ได้อาศัยเกิดขึ้นเพราะเหตุบุญ เหตุบาป จึงไม่ใช่จิตที่เป็นบุญเป็นบาปและไม่ใช่วิปากจิต ซึ่งเป็นผลของบุญหรือบาปด้วย อเหตุกกิริยาจิตนี้มีจำนวน ๓ ดวง

๑. อุเปกขาสหคตํ ปญฺจทวาราวชฺชนจิตฺตํ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความรู้สึกเฉยๆ เพื่อพิจารณาอารมณ์ทางปัญจทวาร หมายความว่า จิตดวงนี้ เป็นจิตที่ทำหน้าที่พิจารณาอารมณ์ที่มากระทบทางทวารนั้นๆ อุปมาเหมือนนายทวารที่รักษาประตูพระราชวัง ที่คอยเปิดประตูให้แขกผ่าน เข้ามาตามฐานะของบุคคล ไม่ได้ติดตามไปทำหน้าที่อย่างอื่นเลย

๒. อุเบกขาสหคตํ มโนทวาราวชฺชนจิตฺตํ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกเฉยๆ พิจารณาอารมณ์ทางมโนทวารหมายความว่า จิตดวงนี้ เป็นจิตที่มีหน้าที่พิจารณาอารมณ์ ๖ หรือเป็นจิตที่ทำหน้าที่ตัดสินปัญจารมณ์ทางปัญจทวาร

๓. โสมนสฺสสหคตํ หสิตุปปาทจิตฺตํ จิตที่เกิดการยิ้มของพระอรหันต์ที่เกิดขึ้น เพราะการเห็นเปรต หรือเห็นเทพยดานางฟ้าที่กำลังได้รับทุกข์อยู่ เป็นการเห็นด้วยกิริยาอภิญญาจิต ที่เป็นไปพร้อมด้วยมหากิริยาญาณสัมปยุตจิตก่อนเมื่อพิจารณาแล้วหสิตุปปาทจิตจึงเกิดขึ้นดังปรากฏในอภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา “หสิตุปฺปาทจิตฺเตน ปน ปวตฺติยามานํ ปี เสต์ สิตกรณํ ปุพเพนิวาสอนาคตํส สพฺพญญุตญาณานํ อนุวตฺตกตา ญาณานุ ปริวตฺตํ เยวาติฯ” การยิ้มของพระอรหันต์เหล่านั้น แม้เป็นอยู่ด้วยหตุปปาทจิต ก็ชื่อว่า เป็นไปตามบุพเพนิวาสานุสติญาณ อนาคตังสญาณ สัพพัญญุตญาณฯ หมายความว่า เมื่ออภิญญาจิตเห็นสัตว์เหล่านั้นแล้ว มหากิริยาจิตก็พิจารณาว่าสภาพเช่นนั้นไม่มีแก่ท่านแล้ว หสิตุปปาทจิตจึงเกิด ทั้งนี้เพราะอภิญญาจิต ย่อมเกิดขณะเดียวเท่านั้นต่อไปจึงเป็นหน้าที่ของมหากิริยาจิต เป็นผู้พิจารณา และพิจารณาแล้วก็เสพอารมณ์ด้วยหสิตุปปาทจิต จึงทำให้อาการยิ้มชนิดที่เป็นสิตะ และหสิตะปรากฏขึ้นมา

การยิ้มและการหัวเราะ

การยิ้มและการหัวเราะ ในคัมภีร์อลังการได้จำแนกไว้ ๖ อย่าง คือ
๑. สิตะ ยิ้มอยู่ในหน้าไม่เห็นไรฟัน เป็นการยิ้มของพระพุทธเจ้า
๒. หสิตะ ยิ้มพอเห็นไรฟัน เป็นการยิ้มที่เกิดจากจิตของพระอรหันต์ หรือพระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบันและปุถุชน แต่การยิ้มชนิดนี้นอกจากพระอรหันต์แล้ว ย่อมเป็นการยิ้มที่ประกอบด้วยเหตุบุญ หรือเหตุบาปเสมอ
๓. วิหสิตะ การหัวเราะมีเสียงเบาๆ เกิดได้จากจิตของปุถุชน และพระอริยบุคคล ๓ คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี
๔. อติหสิตะ การหัวเราะมีเสียงดังมาก ซึ่งมีได้ในปุถุชน พระโสดาบัน และสกทาคามี
๕. อปหสิตะ การหัวเราะจนไหวโยกทั้งกาย เป็นการหัวเราะเฉพาะปุถุชน
๖. อุปหสิตะ การหัวเราะจนน้ำตาไหล เป็นการหัวเราะของปุถุชนเท่านั้น

การยิ้มและการหัวเราะทั้ง ๖ ประการที่กล่าวนี้ ก็ย่อมเห็นได้ว่า การยิ้มอยู่ภายในไม่เห็นไรฟัน ที่ชื่อว่า สิตะ ซึ่งเกิดได้เฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นและการยิ้มพอเห็นไรฟันที่เกิดกับพระอรหันต์นั้น เป็นจิตที่ทำให้เกิดการยิ้มโดยไม่ประสงค์จะยึดมั่นในอารมณ์เหมือนอย่างจิตที่เกิดการหัวเราะอื่น ๆ จิตนี้ จึงมีกำลังน้อย เป็นจิตพิเศษ เรียกว่าหสิตุปปาทจิต ที่สามารถก่อให้เกิดการยิ้มได้เพียงชนิดที่เป็น สิตะ และ หสิตะ เท่านั้น และการที่จิตนี้ มีกำลังน้อยนี้เอง จึงเป็นอเหตุกจิต ส่วนจิตที่เกิดจากการหัวเราะนั้น ย่อมเป็นจิตที่มีกำลังมาก และสามารถยึดอารมณ์ไว้มั่นคง จนเป็นเหตุให้ถึงกับหัวเราะในลักษณะต่างๆ จึงเป็น สเหตุกจิต

สังขารเภทแห่งอเหตุกจิต

อเหตุกจิตทั้ง ๑๘ ดวงนี้มิได้แสดงไว้ว่าเป็นจิตประเภทอสังขาริกจิตหรือสสังขาริกจิตแต่อย่างใด ตามหลักฐานที่ปรากฏในวาทะต่างๆ อันเกี่ยวกับสังขารประเภทของอเหตุกจิตนี้ พอรวบรวมได้เป็น ๓ นัยด้วยกัน คือ 

๑. ในมูลฎีกาและในอภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกากล่าวว่าเป็นสังขารวิมุตติทั้ง ๑๘ ดวง เพราะไม่มีพระบาลีระบุไว้ที่ไหนเลยว่า เป็นอสังขาริก หรือสสังขาริก เมื่อไม่มีบาลีแสดงไว้ก็ต้องถือว่าเป็นสังขารวิมุตติ คือ พ้นจากความเป็นอสังขาริก และสสังขาริกไปเลยทีเดียว
๒. ในปรมัตถทีปนีฎีกา กล่าวว่า เป็นได้ทั้งอสังขาริก และ สสังขาริกทั้งหมด ๑๘ ดวง เพราะในมรณาสันนกาล คือ เวลาที่ใกล้จะตาย วิถีจิตต่าง ๆ จะปรากฏขึ้นเองหรืออาจจะมีผู้ใดผู้หนึ่งชักจูงให้ดูพระพุทธรูป หรือให้ฟังเสียงสวดมนต์เป็นต้นก็ได้ จึงจัดว่า เป็นสังขารได้ทั้ง ๒ อย่าง
๓. โบราณาจารย์กล่าวว่า เป็นอสังขาริกจิตทั้ง ๑๘ ดวง เพราะการเห็นได้ยิน ได้กลิ่น รส ถูกต้องสัมผัส เหล่านี้ ย่อมเห็นเอง ได้ยินเอง ได้กลิ่นเอง รู้รสเอง ได้ถูกต้องสัมผัสเอง อาศัยอุปัตติเหตุให้จิตเหล่านี้เกิดขึ้น จึงกล่าวว่าเป็นอสังขาริกทั้ง ๑๘ ดวง

อเหตุกจิตทั้ง ๑๘ ดวง จึงสงเคราะห์เข้าในอสังขาริก เพราะอเหตุกจิตนี้ย่อมเกิดขึ้นเอง โดยอาศัยอุปัตติเหตุประชุมกันให้เกิด แม้จะมีผู้ใดมาชักจูงแนะนำก็ดี แต่ถ้าอุปัตติเหตุมีไม่ครบองค์โดยบริบูรณ์แล้ว จิตที่รู้ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น เป็นต้น ก็หาเกิดขึ้นเองได้ไม่

อเหตุกจิต เป็นจิตที่ไม่มีเหตุ ๖ คือ โลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ อโลภเหตุ อโทสเหตุ และ อโมหเหตุ ประกอบด้วยเลย ถ้าจิตใดมีเหตุใดเหตุหนึ่งหรือหลายเหตุในเหตุ ๖ ดังกล่าวนั้นประกอบด้วยจิตเหล่านั้น เรียกว่า “สเหตุกจิต” และการประกอบด้วยเหตุของจิตเหล่านั้น เรียกว่า “สัมปยุตเหตุ” เพราะฉะนั้น อเหตุกจิต จึงหมายถึงจิตที่ไม่มีสัมปยุตเหตุ แต่ธรรมทั้งหลายย่อมไหลมาแต่เหตุ หรือมีเหตุเป็นแดนเกิด เหตุที่กล่าวนี้มิใช่เหตุ ๖ ที่ประกอบกับจิตที่เป็นสัมปยุตเหตุดังกล่าวแล้ว แต่เป็นเหตุที่ทำให้จิตเกิดขึ้นได้ เพราะอาศัยเหตุนั้น เหตุที่ทำให้จิตเกิดขึ้นนี้ เรียกว่า อุปัตติเหตุ เพราะฉะนั้น อเหตุกจิตจะปรากฏขึ้นได้ก็ต้องอาศัยอุปัตติเหตุ คือ เหตุที่จะก่อให้จิตเกิดโดยประการต่างๆ ดังนี้ คือ

 🙏 อุปัตติเหตุแห่งอเหตุกจิต ๑๘ เหตุที่ทำให้อเหตุกจิต ๑๘ ดวง เกิดขึ้นได้นั้น มีดังต่อไปนี้ คือ

เหตุให้เกิดจักขุวิญญาณจิต ๒ ดวง

๑. จักขุปสาท        มีประสาทตาดี
๒. รูปารมณ์           มีรูปต่างๆ
๓. อาโลกะ            มีแสงสว่าง
๔. มนสิการ           มีความสนใจ (หมายถึง ปัญจทวาราวัชนจิต)

เหตุให้เกิดโสตวิญญาณจิต ๒ ดวง

๑. โสตปสาท        มีประสาทหูดี
๒. สัททารมณ์       มีเสียงต่าง ๆ
๓. วิวรากาส          มีช่องว่าง (มีอากาศ)
๔. มนสิการ           มีความสนใจ (ปัญจทวาราวัชนจิต)

เหตุให้เกิดฆานวิญญาณจิต ๒ ดวง

๑. ฆานปลาท        มีประสาทจมูกดี
๒. คันธารมณ์        มีกลิ่นต่างๆ
๓. วาโยธาตุ          มีธาตุลมพา 
๔. มนสิการ           มีความสนใจ (ปัญจทวาราวัชนจิต)

เหตุให้เกิดชิวหาวิญญาณจิต ๒ ดวง

๑. ชิวหาปสาท      มีประสาทลิ้นดี
๒. รสารมณ์           มีรสต่างๆ
๓. อาโปธาตุ         มีธาตุน้ำ
๔. มนสิการ           มีความสนใจ (ปัญจทวาราวัชนจิต)

เหตุให้เกิดกายวิญญาณจิต ๒ ดวง

๑. กายปลาท        มีประสาทกายดี
๒. โผฏฐัพพารมณ์        มีความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง
๓. ถัทธปฐวี         มีปฐวีธาตุ
๔. มนสิการ         มีความสนใจ (ปัญจทวาราวัชนจิต)

จักขุวิญญาณจิต ๒ ดวง โสตวิญญาณจิต ๒ ดวง ฆานวิญญาณจิต ๒ ดวง ชิวหาวิญญาณจิต ๒ ดวง และกายวิญญาณจิต ๒ ดวง รวมจิต ๑๐ ดวงนี้ เรียกว่า “ทวิปัญจวิญญาณจิต

เหตุให้เกิดมโนธาตุ ๓

๑. ปัญจทวาร        มีทวารทั้ง ๕ คือ ประสาทตา หู จมูก ลิ้น และกายดี
๒. ปัญจารมณ์       มีอารมณ์ทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ
๓. หทยวัตถุ          มีหทยวัตถุรูป อันเป็นที่อาศัยเกิดของจิต
๔. มนสิการ          มีความสนใจ

มโนธาตุ เป็นจิตที่รู้อารมณ์น้อยกว่าจิตดวงอื่นๆ มีอยู่ด้วยกัน ๓ ดวง คือ ปัญจทวาราวัชนจิต ๑ ดวง และสัมปฏิจฉนจิต (รับอารมณ์) ๒ ดวง รวมจิต ๓ ดวงนี้ เรียกว่า “มโนธาตุ

เหตุให้เกิดมโนวิญญาณธาตุแห่งอเหตุกจิต ๕ ดวง

๑. ทวาร ๖         มีจักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร กายทวาร และ มโนทวาร
๒. อารมณ์ ๖     มีรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์
๓. หทยวตถุ      มีหทยวัตถุ (เว้นอรูปพรหม)
๔. มนสิการ        มีความสนใจ

มโนวิญญาณธาตุ เป็นจิตที่มีความสามารถรู้อารมณ์ได้มากกว่าปัญจวิญญาณและมโนธาตุ ในอเหตุกจิตมี มโนวิญญาณธาตุ ๕ ดวง คือ มโนทวาราวัชนจิต ๑ หตุปปาทจิต ๑ และสันตีรณจิต ๓ รวมเป็นมโนวิญญาณธาตุ ๕ อันที่จริงจิตทั้งหมดมี ๘๙ หรือ ๑๒๑ ดวง นอกจากทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ ดวง และมโนธาตุ ๓ ดวงแล้ว นอกนั้นจิตที่เหลือ ๗๖ หรือ ๑๐๘ ดวงทั้งหมดนั้นเป็น “มโนวิญญาณธาตุ"

เหตุต่าง ๆ ที่ทำให้จักขุวิญญาณเป็นต้นเหตุเกิดขึ้นได้นั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าเมื่อมีเหตุประชุมกันทั้ง ๔ อย่างครบบริบูรณ์แล้ว การเห็นหรือจักขุวิญญาณ เป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นทันทีไม่มีสิ่งอื่นใดจะหักห้ามการเห็นไว้ได้ และถ้าขาดเหตุหนึ่งเหตุใดไปไม่ครบบริบูรณ์ทั้ง ๔ เหตุนั้นแล้ว ก็ไม่มีใครที่ไหนจะช่วยให้การเห็นเกิดขึ้นโดยตรง นอกจากจะช่วยทำเหตุที่ขาดไปนั้นให้ครบบริบูรณ์เสียก่อน การเห็นหรือจักขุวิญญาณจิตจึงจะเกิดขึ้นได้

ฉะนั้น ถ้าจะพิจารณากันให้ดีแล้ว สภาพที่เป็นไปในการเห็น การได้ยิน เป็นต้นนั้น ต้องอาศัยมีเหตุปัจจัยทำให้ปรากฏผลขึ้น และธรรมที่เป็นเหตุปัจจัยนั้นก็ล้วนมีสภาพเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครได้ หาตัวตนไม่ได้ มีแต่รูปนามเท่านั้น แต่เพราะโมหะ คือ อวิชชา ย่อมเข้าครอบงำปิดบังสภาพความจริงต่างๆ เหล่านั้นไว้เสีย ทำให้ปุถุชนทั้งหลายหลงยินดีติดใจในอารมณ์ที่เกิดทางทวารต่าง ๆ ใน

อัฏฐสาลินี และวิสุทธิมรรคอรรถกถาได้อุปมาทวาริกจิตทั้ง ๖ไว้ว่า

ตา เหมือนงู ชอบซอกซอนไปในที่ลี้ลับ อยากเห็นสิ่งที่ปกปิดไว้
หู เหมือนจระเข้ ที่ชอบวังน้ำวนที่เย็นๆ หูก็ชอบฟังถ้อยคำที่อ่อนหวาน
จมูก เหมือนนก ที่ชอบโผผินไปในอากาศ จมูกก็ชอบสูดดมกลิ่นหอมที่ลอยลมโชยมา
ลิ้น เหมือนสุนัขบ้าน ที่ชอบให้น้ำลายไหลอยู่เสมอ ลิ้นก็อยากจะลิ้มชิมรสอยู่เสมอเช่นเดียวกัน
กาย เหมือนสุนัขจิ้งจอก ที่ชอบเคี้ยวกินเนื้อมนุษย์ในป่าช้าผีดิบ กายก็ชอบอบอุ่นชอบสัมผัสทางกาย
ใจ เหมือนลิง  ที่ชอบซุกซนไม่หยุดนิ่งใจก็ชอบดิ้นรนกลับกลอกไปในอารมณ์ต่าง ๆ ที่ไม่อยู่นิ่งเหมือนกัน

หน้าที่ของอเหตุกจิต ๑๘ ดวง

จักขุวิญญาณ ๒ ดวง ทำหน้าที่ ทัสสนกิจ คือ เห็นรูปารมณ์
โสตวิญญาณ ๒ ดวง ทำหน้าที่ สวนกิจ คือ ได้ยินสัททารมณ์
ฆานวิญญาณ ๒ ดวง ทำหน้าที่ ฆายนกิจ คือ รู้คันธารมณ์
ชิวหาวิญญาณ ๒ ดวง ทำหน้าที่ สายนกิจ คือ รู้รสารมณ์
กายวิญญาณ ๒ ดวง ทำหน้าที่ ผุสสนกิจ คือ รู้สัมผัสโผฏฐัพพารมณ์
สัมปฏิจฉนจิต ๒ ดวง ทำหน้าที่ สัมปฏิจฉนกิจ คือ รับปัญจารมณ์

อุเบกขาสันตีรณจิต ๒ ดวง ทำหน้าที่ ๕ อย่าง คือ

  • ปฏิสนธิกิจ คือ เกิดในภพชาติใหม่
  • ภวังคกิจ คือ รักษาภพ
  • จุติกิจ คือ สิ้นจากภพ
  • สันตีรณกิจ คือ ไต่สวนอารมณ์
  • ตทาลัมพนกิจ คือ รับอารมณ์ต่อจากชวนะ
โสมนัสสันตีรณจิต ๑ ดวง ทำหน้าที่ ๒ อย่าง คือ
  • สันตีรณกิจ คือ ไต่สวนอารมณ์
  • ตทาลัมพนกิจ คือ รับอารมณ์ต่อจากชวนะ

ปัญจทวาราวัชนะ ๑ ดวง ทำหน้าที่ อาวชนกิจ คือ รับปัญจารมณ์ทางปัญจทวาร

มโนทวาราวัชนะ ๑ ดวง ทำหน้าที่ ๒ อย่าง คือ

  • อาวชนกิจ คือ รับอารมณ์ ๖ ทางมโนทวาร
  • โวฏฐัพพนกิจ คือ ตัดสินปัญจารมณ์ ว่าดี หรือไม่ดีทางปัญจทวาร

หสิตุปปาทจิต ๑ ดวง ทำหน้าที่ ชวนกิจ คือ เสพอารมณ์ ทำให้เกิดการยิ้มของพระอรหันต์

ทวารของอเหตุกจิต ๑๘

จักขุวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง จักขุทวาร
โสตวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง โสตทวาร
ฆานวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง ฆานทวาร
ชิวหาวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง ชิวหาทวาร
กายวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง กายทวาร

ปัญจทวาราวัชนะ ๑ ดวง อาศัยเกิดทาง ปัญจทวาร
สัมปฏิจฉนจิต ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง ปัญจทวาร

มโนทวารวัชนะ ๑ ดวง อาศัยเกิดทาง ทวารทั้ง ๖
สันตีรณจิต ๓ ดวง อาศัยเกิดทาง ทวารทั้ง ๖
หสิตุปปาทจิต ๑ ดวง อาศัยเกิดทาง ทวารทั้ง ๖

วัตถุของอเหตุกจิต ๑๘

จักขุวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ จักขุวัตถุ
โสตวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ โสตวัตถุ
ฆานวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ ฆานวัตถุ
ชิวหาวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ ชิวหาวัตถุ
กายวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ กายวัตถุ

สัมปฏิจฉนจิต ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ หทยวัตถุ
สันตีรณจิต ๓ ดวง อาศัยเกิดที่ หทยวัตถุ
ปัญจทวาราวัชนจิต ๑ ดวง อาศัยเกิดที่ หทยวัตถุ
มโนทวาราวัชนะจิต ๑ ดวง อาศัยเกิดที่ หทยวัตถุ
หสิตุปปาทจิต ๑ ดวง อาศัยเกิดที่ หทยวัตถุ

อารมณ์ของอเหตุกจิต ๑๘

จักขุวิญญาณ ๒ ดวง รู้รูปารมณ์ คือ เห็นสิ่งต่าง ๆ
โสตวิญญาณ ๒ ดวง รู้สัททารมณ์ คือ ได้ยินเสียงต่างๆ
ฆานวิญญาณ ๒ ดวง รู้คันธารมณ์ คือ คือ รู้กลิ่นต่างๆ
ชิวหาวิญญาณ ๒ ดวง รู้รสารมณ์ คือ รู้รสต่างๆ
กายวิญญาณ ๒ ดวง รู้โผฏฐัพพารมณ์ คือ เย็น ร้อน อ่อนแข็ง หย่อน ตึง

ปัญจทวาราวัชนจิต ๑ และ สัมปฏิจฉนจิต ๒ ดวง รู้รูปารมณ์ รู้สัททารมณ์ รู้คันธารมณ์ รู้รสารมณ์ รู้โผฏฐพพารมณ์ (อารมณ์ ๕)

มโนทวาราวัชนจิต ๑ ดวง สันตีรณจิต ๓ ดวง และหสิตุปปาทจิต ๑ ดวง รู้รูปารมณ์ รู้สัททารมณ์ รู้คันธารมณ์ รู้รสารมณ์ รู้โผฏฐพพารมณ์ รู้ธรรมารมณ์ (อารมณ์ ๖)

แสดงการเกิดของอเหตุกจิต ๑๘ โดยวิถี
ปัญจทวารวิถี อติมหันตารมณ์


แผนผังอเหตุกจิต ๑๘ ดวง



อเหตุกจิต ๑๘ เป็นวิญญาณธาตุ 



วิญญาณธาตุ หมายถึง ธาตุอารมณ์ของจิต, จิตทั้งหมด ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวงนั้น มีความรู้อารมณ์ไม่เท่ากัน เมื่อสรุปแล้ว มีความรู้อารมณ์ ๓ แบบ คือ

ปัญจวิญญาณธาตุ
เป็นจิตที่มีหน้าที่รู้อารมณ์มากระทบ โดยเฉพาะทวารของตนๆ โดยตรง จึงรู้อารมณ์ได้มากปานกลาง ได้แก่จิต ๑๐ ดวง คือ ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐

มโนธาตุ
เป็นจิตที่รู้อารมณ์ได้น้อยที่สุด เพราะปัญจทวาราวัชนจิต เป็นจิตที่เกิดขึ้นรับอารมณ์เป็นขณะแรก และสัมปฏิจฉนะ ก็เป็นจิตที่เกิดในหทยวัตถุ รับปัญจารมณ์ต่อจากปัญจวิญญาณ ซึ่งจิตทั้งสองนี้ อาศัยวัตถุต่างกันเกิดขึ้น คือ ปัญจวิญญาณจิตอาศัยปัญจวัตถุ, สัมปฏิจฉนจิต อาศัยหทยวัตถุ เพราะจิตอาศัยวัตถุต่างกัน ย่อมจะมีกำลังน้อย มโนธาตุนี้ จึงรู้อารมณ์น้อยที่สุด ได้แก่จิต ๓ ดวง คือ ปัญจทวาราวชนจิต ๑ และสัมปฏิจฉนจิต ๒

มโนวิญญาณธาตุ
เป็นจิตที่รู้อารมณ์มากที่สุดเพราะได้รับปัจจัยจากปัญจวิญญาณธาตุ และมโนธาตุย่อมมีกำลังมาก จึงรู้อารมณ์มากที่สุด ได้แก่จิต ๗๖ ดวง (เว้นทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ มโนธาตุ ๓)

🔅 อกุศลจิต กับ อเหตุกจิต
อกุศลจิต ๑๒ ดวง กับ อเหตุกจิต ๑๘ ดวง รวมจิต ๓๐ ดวงนี้ ชื่อว่า “อโสภณจิต” ที่ชื่อว่า อโสภณจิตนั้น มิได้หมายความว่า เป็นจิตที่ไม่ดีไม่งาม หรือเป็นจิตที่เป็นบาปต่ำทรามแต่อย่างใดไม่ แต่เป็นการแสดงภาวะของจิตโดยปริยายว่า “อโสภณจิต” เป็นจิตที่นอกจากโสภณจิต เป็นจิตที่ไม่ได้เกิดพร้อมกันกับโสภณเจตสิก

อโสภณจิต ๓๐
🔺 อกุศลจิต ๑๒
                โลภมูลจิต ๘
                - โทสมูลจิต ๒
                - โมหมูลจิต ๒

🔺 อเหตุกจิต ๑๘
               - อกุศลวิปากจิต ๗
               - อเหตุกกุศลวิปากจิต ๘
               - อเหตุกกิริยาจิต ๓

ทำไมอโสภณจิต จึงไม่ได้มีความหมายว่า เป็นจิตที่ไม่ดีไม่งามเหมือน อกุศลจิต ?
เพราะอกุศลจิตนั้นเกิดในทุกคนไม่ได้เหมือนอย่างอเหตุกจิต เช่น อกุศลจิตบางดวงเกิดไม่ได้ในพระโสดาบัน มีโลภจิตที่เกิดพร้อมกับความเห็นผิด เป็นต้น หรือพระอนาคามีบุคคล อกุศลจิตชนิดมีกามราคะหรือโทสจิต ย่อมเกิดไม่ได้อีกในสันดานของพระอนาคามีบุคคลทั้งหลาย ยิ่งพระอรหันต์ด้วยแล้ว อกุศลจิตทั้งหลายย่อมเกิดไม่ได้เลย แต่พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ปรินิพพาน ย่อมยังจะต้องเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รส ถูกต้องสัมผัส และนึกคิดเป็นไปเช่นเดียวกับบุคคลอื่นทั้งหลาย แสดงว่า ท่านยังมือเหตุกจิต ซึ่งเป็นอโสภณจิต แต่ไม่ใช่จิตที่ไม่ดีไม่งาม เพราะพระอรหันต์ทั้งหลายผู้สิ้นกิเลสาสวะทั้งปวงแล้ว ถ้าอโสภณจิต แปลว่า เป็นจิตที่ไม่ดีไม่งามแล้ว ก็กลายเป็นว่า พระอรหันต์ยังมีจิตที่ไม่ดีไม่งามอยู่อีก ดังนั้น อโสภณจิตจึงต้องมีความหมายเพียงจิตที่นอกจากโสภณจิต หรือจิตที่ไม่มีโสภณเจตสิกประกอบตามเหตุผลดังกล่าวแล้วเท่านั้น


วันพุธที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

อเหตุกจิต ๑๘ (หน้า ๑)

คำว่า “อเหตุกะ” หมายถึง ไม่ประกอบด้วยเหตุ “อเหตุกจิต” จึงหมายถึง จิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ ตามธรรมดาจิตที่ปรากฏขึ้นส่วนมาก ต้องประกอบด้วยเหตุ ไม่เหตุบุญ ก็เหตุบาป อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า กุศลเหตุ อกุศลเหตุ

เหตุบาป หรือ อกุศลเหตุนั้น ได้แก่ โลภเหตุ, โทสเหตุ, และโมหเหตุ
เหตุบุญ หรือ กุศลเหตุ ก็ได้แก่ อโลภเหตุ, อโทสเหตุ และ อโมหเหตุ

รวมเหตุบุญและเหตุบาปมีอยู่ด้วยกันเพียง ๖ เหตุนี้เท่านั้น ธรรมที่เป็นเหตุนี้เป็นเจตสิกธรรม ที่ประกอบกับจิต จิตที่เกิดขึ้นโดยมีเหตุดังกล่าวประกอบด้วยนั้น ชื่อว่า “สเหตุกจิต” แต่ยังมีจิตอีกประเภทหนึ่ง ที่ไม่ได้ประกอบด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งใน ๖ เหตุดังกล่าวแล้วนั้นเลย จิตประเภทนี้แหละ ที่ชื่อว่า “อเหตุกจิต” เป็นจิตที่ไม่มีทั้งเหตุบุญและเหตุบาปประกอบด้วยเลย เหตุที่ประกอบนี้ มุ่งหมายถึง สัมปยุตเหตุ คือเหตุที่ประกอบกับจิตทันที แต่อุปัตติเหตุ คือเหตุที่ทำให้จิตแต่ละดวงปรากฏขึ้น เหล่านี้ย่อมมีอยู่ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

อเหตุกจิต จิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุนี้ มีอยู่ ๑๘ ดวง แบ่งออกตามที่แสดงไว้ในคาถาสังคหะได้ ๓ จำพวก

คาถาสังคหะ

สตฺตากุศลปากานิ  ปุญฺญปากานิ อฏฺฐธา กริยาจิตฺตานิ ตีณีติ  อฏฐารส อเหตุกา ฯ แปลความว่า อกุศลวิปากจิต ๗ อเหตุกกุศลวิปากจิต ๘ อเหตุกกริยาจิต ๓ รวมจิต ๑๘ ดวงนี้ เป็น "อเหตุกจิต"

🔆 แสดงอเหตุกจิต ๑๘ ดวง

อกุศลวิปากจิต ๗ เป็นจิตที่เป็นผลของอกุศลกรรม หมายความว่า อกุศลกรรมอันเป็นกรรมฝ่ายชั่ว ฝ่ายบาป ที่ได้กระทำไว้แล้วแต่อดีต ย่อมไม่สูญหายไปไหน จะคอยโอกาสเพื่อสนองให้ได้รับผลเป็นอกุศลวิปากจิต ๗ ดวง มีการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รส ถูกต้องสัมผัส รับ และพิจารณาอารมณ์ที่ไม่ดีต่าง ๆ อันมีแต่จะเป็นผลให้จิตต้องรับรู้อารมณ์ในทางที่ไม่ดี ๗ ประการด้วยกัน จิตที่รับรู้ผลของอกุศลกรรมเหล่านี้ จึงชื่อว่า อกุศลวิปากจิต ซึ่งมีจำนวน๗ ดวง

อเหตุกกุศลวิปากจิต ๘ เป็นจิตที่เป็นผลของกุศลกรรม หมายความว่ากุศลกรรมอันเป็นกรรมฝ่ายดี คือ บุญ ที่ได้กระทำไปแล้วในอดีต ย่อมจะไม่สูญหายไปไหนเช่นเดียวกัน จะคอยโอกาสที่จะสนองให้ได้รับผลเป็นอเหตุกกุศลวิปากจิต ๘ ดวง กล่าวคือ ถ้ากุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วในอดีตนั้นมีกำลังอ่อน คือเป็นกุศลกรรมชนิดปรารภอกุศลเป็นมูลเดิม หรือกุศลกรรมชนิดที่มีอกุศลตามเป็นบริวาร หรือกุศลชวนะดวงที่ ๑ ในปัจจุบันภพนี้ ย่อมจะมีกำลังในการให้ผลอ่อนเป็นอเหตุกกุศลวิปากจิต ๘ มีการเห็น ได้ยินได้กลิ่น รู้รสที่ดีๆ เป็นต้น ผลของกุศลกรรมที่มีกำลังอ่อนนี้ ย่อมให้จิตรับรู้โดยความเป็นอเหตุกกุศลวิปากจิต คือเป็นจิตที่รับรู้ผลในทางที่มีอยู่ ๘ ดวง

อเหตุกกิริยาจิต ๓ เป็นจิตที่ไม่ได้เป็นผลของอกุศลกรรม หรือกุศลกรรมแต่อย่างใด และก็ไม่ใช่เป็นกุศลจิตด้วย หรืออกุศลจิตด้วย แต่เป็นจิตที่เกิดขึ้นตามหน้าที่การงานของตนเท่านั้น คือ ทำหน้าที่เปิดทวารให้อารมณ์ที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้า ได้ผ่านเข้ามากระทบกับ หรืออีกอย่างหนึ่ง เป็นจิตที่ทำให้เกิดการยิ้มของพระอรหันต์เพราะประสบกับอนิฏฐารมณ์ ซึ่งสักแต่ว่าเป็นกิริยาของจิตที่จะทำหน้าที่การงานในการรับอารมณ์เช่นนั้น จึงชื่อว่า เป็นอเหตุกกิริยาจิตมีจำนวน ๓ ดวง


ข้อควรสังเกต จิตที่เป็นผลของอกุศลกรรม เรียกว่า “อกุศลวิปากจิต” แต่ส่วนจิตที่เป็นผลของกุศลกรรม เรียกว่า “อเหตุกกุศลวิปากจิต” ที่เรียกเช่นนี้ เพราะอกุศลกรรมนั้น มีกำลังอ่อน ให้ผลแต่ในประเภทอเหตุกจิตประเภทเดียว ทั้งนี้เพราะอกุศลกรรมย่อมเกิดจากอกุศลจิต และอกุศลจิตทุกดวง สัมปยุตด้วยอุทธัจจะคือความฟุ้งซ่านที่ทำให้จิตจับอารมณ์ไม่มั่นคงทำให้อกุศลเจตนาที่ประกอบด้วยเหตุนั้นอ่อนกำลังลง และไม่สามารถที่จะให้ผลเป็นอกุศลวิบากชนิดที่ประกอบด้วยเหตุได้ฉะนั้น ผลของอกุศลกรรม จึงมีแต่ประเภทอเหตุกจิตฝ่ายเดียว ไม่มีผลเป็นประเภทสเหตุกจิต เหมือนอย่างผลของมหากุศล จึงไม่จำเป็นต้องเรียก “อเหตุกอกุศลวิปากจิต” คงเรียกแต่ “อกุศลวิปากจิต”เท่านั้น

ส่วนผลของกุศลกรรมนั้น ถ้ากุศลกรรมมีกำลังมาก ก็ให้ผลเป็นสเหตุกจิต คือ มีกุศลเหตุเข้าประกอบ ได้แก่ อโลภเหตุ อโทสเหตุ และ อโมหเหตุสัมปยุตด้วย แต่ถ้ากุศลกรรมมีกำลังในการให้ผลน้อย เพราะกุศลมีอกุศลเป็นบริวารแล้ว ก็จะให้ผลเป็นอเหตุกจิต คือ ไม่มีกุศลสัมปยุตเหตุ ด้วยเหตุนี้ ผลของกุศลจึงมี ๒ ฝ่าย คือ สเหตุกกุศลวิปากจิต และอเหตุกกุศลวิปากจิต ฉะนั้น ผลของกุศลที่มีกำลังน้อย จึงต้องแยกเรียกเป็น“อเหตุกกุศลวิปากจิต”

กิริยาจิตก็มี ๒ ฝ่าย คล้ายกุศลวิปากจิต คือมีทั้งสเหตุกกิริยาจิต ได้แก่จิตของพระอรหันต์ที่กระทำการงานต่าง ๆ เป็นกิริยาจิตที่ประกอบด้วยเหตุที่เรียกว่ามหากิริยาจิตมีจำนวน ๘ ดวง และอเหตุกิริยาจิต ซึ่งได้แก่ จิตที่ทำหน้าที่การงานเปิดทวารรับกระทบอารมณ์ใหม่ๆ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจของสัตว์ทั้งหลายมีจำนวน ๒ ดวง และจิตที่ทำให้เกิดการยิ้มของพระอรหันต์ ที่เรียกว่า “หสิตุปปาทจิต” เกิดขึ้น เพราะประสบอนิฏฐารมณ์อีก ๑ ดวง จิตทั้ง ๓ ประเภทที่กล่าวนี้ ไม่มีสัมปยุตเหตุ จึงชื่อว่า “อเหตุกจิต” และสักแต่ว่ามีหน้าที่ในการกระทำกิจการงานจึงชื่อว่า “อเหตุกกิริยาจิต” ซึ่งจะได้ศึกษารายละเอียดต่อไป


👉 อกุศลวิปากจิต ๗

อกุศลวิปากจิต เป็นจิตที่เป็นผลของอกุศลกรรม ที่ได้กระทำไปแล้วในอดีต มีจำนวน ๗ ดวง ได้แก่

๑. อุเปกขาสหคตํ อกุศลวิปากํ จักขุวิญญาณํ จิตที่อาศัยจักขุวัตถุเกิดพร้อมกับความรู้สึกเฉยๆ เป็นผลของอกุศลกรรม เห็นรูปารมณ์ที่ไม่ดี
๒. อุเปกขาสหคตํ อกุศลวิปากํ โสตวิญญาณํ จิตที่อาศัยโสตวัตถุเกิดพร้อมกับความรู้สึกเฉยๆ เป็นผลของอกุศลกรรม ได้ยินเสียงที่ไม่ดี
๓. อุเปกขาสหคตํ อกุศลวิปากํ  ฆานวิญญาณํ จิตที่อาศัยฆานวัตถุเกิดพร้อมกับความรู้สึกเฉยๆ เป็นผลของอกุศลกรรม ได้กลิ่นที่ไม่ดี
๔. อุเปกขาสหคตํ อกุศลวิปากํ ชิวหาวิญญาณํ จิตที่อาศัยชิวหาวัตถุเกิดพร้อมกับความรู้สึกเฉย ๆ เป็นผลของอกุศลกรรม ได้รสที่ไม่ดี
๕. ทุกขสหคตํ อกุศลวิปากํ กายวิญญาณ จิตที่อาศัยกายวัตถุเกิดพร้อมทุกขเวทนา เป็นผลของอกุศลกรรม ได้สัมผัสสิ่งที่ไม่ดี

๖. อุเปกขาสหคตํ อกุศลวิปากํ  สมปฏิจฉนจิตฺตํ จิตที่เกิดพร้อมกับความรู้สึกเฉยๆเป็นผลของอกุศลกรรม รับอารมณ์ทั้ง ๕ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสต่าง ๆ) ที่ไม่ดี
๗. อุเปกขาสหคตํ อกุศลวิปากํ  สนุรณจิตฺตํ จิตที่เกิดพร้อมกับความรู้สึกเฉยๆ เป็นผลของอกุศลกรรม พิจารณาอารมณ์ทั้ง ๕ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ที่ไม่ดี

ในอกุศลวิปากจิต ๗ ดวงนี้ มีสิ่งที่ควรทำความเข้าใจอยู่ ๒ ประการ คือ

        ๑. อกุศลวิปากจิต ๗ ดวงนั้น มีชื่อเรียกต่างกัน คือ เรียกว่า “วิญญาณ” บ้าง เรียกว่า “จิต” บ้าง ที่เรียกว่า “วิญญาณ” นั้น ได้แก่

  • จักขุวิญญาณ หมายถึง จิตที่รู้อารมณ์ทางตา คือ เห็น
  • โสตวิญญาณ หมายถึง จิตที่รู้อารมณ์ทางหู คือ ได้ยิน
  • ฆานวิญญาณ หมายถึง จิตที่รู้อารมณ์ทางจมูก คือ รู้กลิ่น
  • ชิวหาวิญญาณ หมายถึง จิตที่รู้อารมณ์ทางลิ้น คือ รู้รส
  • กายวิญญาณ หมายถึง จิตที่รู้อารมณ์ทางกาย คือ รู้สัมผัสถูกต้อง

การบัญญัติชื่อเรียก จิต ธรรมชาติที่รับรู้อารมณ์นั้น บัญญัติขึ้นโดยอาศัย เวทนา, เหตุ, กิจ, ทวาร, อารมณ์และวัตถุ อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแต่ความเหมาะสม ในที่นี้จักขุวิญญาณ เป็นจิตที่อาศัยรู้อารมณ์ทางจักขุทวาร เมื่อรูปารมณ์มากระทบจักขุทวาร ถ้าเรียกว่า จักขุจิต จะทำให้เข้าใจไปว่า “จักขุ” นั้นเป็น “จิต” แท้ที่จริงแล้วจักขุมีสภาพเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่อาจรู้อารมณ์ได้ สภาพที่รู้อารมณ์ได้แก่วิญญาณซึ่งเป็นนามธรรม แต่วิญญาณนี้อาศัยรู้อารมณ์ทางจักขุ จึงเรียกว่า “จักขุวิญญาณ” วิญญาณอื่นๆ มีโสตวิญญาณ เป็นต้น ก็เป็นไปโดยทำนองเดียวกัน แต่ส่วนอกุศลวิปากจิตที่เหลืออีก ๒ ดวง คือ สัมปฏิจฉนจิต และสันตีรณจิตนั้น เรียกว่า “จิต” ไม่เรียกว่า “วิญญาณ”

เพราะดังที่กล่าวมาแล้ว จักขุวิญญาณ เป็นต้น บัญญัติขึ้นโดยอาศัยทวารและวัตถุ ซึ่งเป็นชื่อของรูปธรรมเป็นหลัก เพื่อป้องกันมิให้เข้าใจผิดไปว่า รูปธรรมนั้นเป็นจิตได้ ส่วนสัมปฏิจฉนจิต และสันตีรณจิตนี้ บัญญัติโดยอาศัยกิจคือ หน้าที่การงานของจิต ซึ่งเป็นนามธรรม และจิตก็เป็นผู้กระทำอยู่แล้ว จึงไม่ต้องเอาคำว่าวิญญาณมาซ้อนกับจิตอีกซึ่งเรียกชื่อโดยตรงว่า “สัมปฏิจฉนจิต” เป็นจิตที่ทำหน้าที่รับปัญจารมณ์โดยตรง และ “สันตีรณจิต” ก็เป็นจิตที่ทำหน้าที่พิจารณาปัญจารมณ์โดยตรง

        ๒. เวทนาที่เกิดพร้อมกับอกุศลวิปากจิตนั้น มี ๒ เวทนา คือ อุเบกขาเวทนาและทุกขเวทนา จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ สัมปฏิจฉนจิตและสันตีรณจิต จิตทั้ง ๖ นี้ เกิดพร้อมกับอุเบกขาเวทนา คือความเฉยๆ ไม่รู้สึกว่า เป็นทุกข์หรือเป็นสุข เพราะจิตเหล่านี้เกิดขึ้นโดยการกระทบกันระหว่างอุปาทายรูป กับ อุปาทายรูป คือ รูปารมณ์ กับ จักขุปสาท เป็นต้น อุปมาเหมือนสำลีกระทบกับสำลีย่อมมีกำลังแห่งการกระทบกันน้อย จึงไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกขนาดเป็นทุกข์ เป็นสุขขึ้นมาได้ ส่วนกายวิญญาณนั้น จิตรู้การสัมผัสถูกต้องทางกายอกุศลวิบากกายวิญญาณจิตย่อมเกิดพร้อมกับทุกขเวทนา เพราะกายวิญญาณนี้ จะเกิดขึ้นได้ก็โดยอาศัยการกระทบกันระหว่างมหาภูตรูป คือ ปถวี เตโช วาโย ธาตุ (เว้นอาโป คือ ธาตุน้ำ) กับอุปาทายรูป (กายปสาท) อุปมาเหมือนเอาฆ้อนทุบสำลีที่วางอยู่บนทั่ง ย่อมมีกำลังในการกระทบกันแรง จึงก่อให้เกิดทุกขเวทนาปรากฏขึ้นได้


👉 อเหตุกกุศลวิปากจิต ๘

อเหตุกกุศลวิปากจิต เป็นจิตที่เป็นผลของกุศลกรรม หรือจิตที่เกิดจากอำนาจของกุศลเจตนาในมหากุศลจิต ๘ ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต แต่เพราะความบกพร่องแห่งเจตนาในกาลทั้ง ๓ คือ เจตนาก่อนการกระทำกุศลกรรม เจตนาขณะกำลังกระทำกุศลกรรม และเจตนาภายหลังที่ได้กระทำกุศลกรรมนั้นแล้ว กาลใดกาลหนึ่งจึงทำให้ผลแห่งกุศลเจตนานั้น มีกำลังอ่อน และให้ผลเป็นอเหตุกะ คือ เป็นจิตที่เกิดขึ้นโดยไม่มีกุศลเหตุ อันได้แก่ อโลภเหตุ อโทสเหตุ และ อโมหเหตุ ประกอบในฐานะเป็นสัมปยุตเหตุ อเหตุกกุศลวิปากจิต ๘ จึงปรากฏขึ้น เป็นผลของกุศลกรรมในอดีต มีจำนวน ๘ ดวง คือ

๑. อุเบกขาสหคตํ กุสลวิปาก จักขุวิญญาณํ จิตที่อาศัยจักขุวัตถุเกิดพร้อมกับความรู้สึกเฉยๆ เป็นผลของกุศล เห็นรูปที่ดีๆ
๒. อุเบกขาสหคตํ กุสลวิปาก โสตวิญญาณํ จิตที่อาศัยโสตวัตถุเกิดพร้อมกับความรู้สึกเฉยๆ เป็นผลของกุศล ได้ยินเสียงที่ดี
๓. อุเบกขาสหคตํ กุสลวิปาก ฆานวิญญาณํ จิตที่อาศัยฆานวัตถุเกิดพร้อมกับความรู้สึกเฉยๆ เป็นผลของกุศล ได้กลิ่นที่ดี
๔. อุเบกขาสหคตํ กุสลวิปาก ชิวหาวิญญาณํ จิตที่อาศัยชิวหาวัตถุเกิดพร้อมกับความรู้สึกเฉยๆ เป็นผลของกุศล ได้รสที่ดี
๕. สุขสหคตํ กุสลวิปากํ กายวิญญาณํ จิตที่อาศัยกายวัตถุเกิดพร้อมกับสุขเวทนาเป็นผลของกุศล ได้สัมผัสสิ่งที่ดี
๖. อุเบกขาสหคตํ กุสลวิปาก สมปฏิจฉนจิตตํ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความรู้สึกเฉยๆ เป็นผลของกุศล ทำหน้าที่รับอารมณ์ทั้ง ๕ ที่ดี
๗. อุเบกขาสหคตํ กุสลวิปาก สนุรณจิตตํ จิตที่เกิดพร้อมด้วยความรู้สึกเฉยๆ เป็นผลของกุศล ทำหน้าที่พิจารณาอารมณ์ทั้ง ๕ ที่ดี
๘. โสมนสฺสสหคตํ กุสลวิปากํ สนุตีรณจิตตํ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความยินดีเป็นผลของกุศล ทำหน้าที่พิจารณาอารมณ์ทั้ง ๕ ที่ดียิ่ง


อเหตุกกุศลวิปากจิต ๘ ดวงนี้ เป็นสภาพจิตที่รับอารมณ์ทางปัญจทวารทำนองเดียวกับอกุศลวิปากจิต ๗ ดวงที่กล่าวแล้ว แต่ต่างกันที่ว่า อเหตุกกุศลวิปากจิตนี้ เป็นผลในทางดีที่เป็นฝ่ายกุศล ทำให้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รส ถูกต้องสัมผัสแต่ที่ดีๆ ซึ่งเป็นไปโดยนัยที่ตรงกันข้ามกับอกุศลวิปากจิต เป็นที่น่าสังเกตว่า อเหตุกกุศลวิปากจิตนั้น มีจำนวน ๘ ดวง ซึ่งมีมากกว่าอกุศลวิปากจิต ๑ ดวง คือ โสมนัสสันตีรณจิต ที่เป็นเช่นนี้ เพราะสันตีรณจิต เป็นจิตที่ทำหน้าที่ในการพิจารณาอารมณ์ และอารมณ์ทางฝ่ายกุศลวิปากจิตนั้นจำแนกเป็น ๒ ชนิด คือ

  • อิฏฐมัชฌัตตารมณ์ เป็นอารมณ์ที่ดีอย่างธรรมดาอย่างหนึ่ง
  • อติอิฏฐารมณ์ เป็นอารมณ์ที่ดีอย่างยิ่งอีกอย่างหนึ่ง
กุศลวิบากสันตีรณจิตนั้นเมื่อเวลาได้รับอิฏฐมัชฌัตตารมณ์ ย่อมเกิดขึ้นพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา กุศลวิบากสันตีรณจิตนี้ จึงชื่อว่า อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากจิต << ขยายความ เช่น ท่านได้ทานอาหารเช้าเป็นข้าวต้มทุกวัน ๆ  อาหารเป็นกุศลวิบากที่ท่านได้รับ แต่อารมณ์ที่ได้ลิ้มรสอาหารมันก็ธรรมดาๆ เหมือนๆเ ดิม อารมณ์ในการกินอาหารจึงเป็นได้แค่อิฎมัชฌัตตารมณ์ แต่ถ้าวันไหนมื้อเช้าเปลี่ยนจากข้าวต้ม เป็นอาหารเริสรสอย่างอื่น เป็นเป็ดย่าง ขาหมูรมควัน อารมณ์ท่านก็จะดียิ่งขึ้น มีความโสมนัส ความพอใจยิ่งๆกว่าเก่า เกิดขึ้น อารมณ์ที่ดียิ่งขึ้นเป็นโสมนัสนี้ก็เรียกว่า อติอิฎฐารมณ์ >> เมื่อเวลาได้รับอติอิฏฐารมณ์ย่อมเกิดขึ้นพร้อมด้วยโสมนัสเวทนา กุศลวิบากชนิดนี้ จึงชื่อว่า โสมนัสสันตีรณกุศลวิบากจิต

แต่ส่วนอกุศลวิบากสันตีรณจิตนั้น เมื่อเวลาได้รับอนิฏฐมัชฌัตตารมณ์ คือ อารมณ์ที่ไม่ดีอย่างธรรมดา หรือได้รับอติอนิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่ไม่ดีอย่างยิ่ง ทั้ง ๒ อารมณ์นี้ย่อมเกิดขึ้นพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนาอย่างเดียว ไม่อาจเกิดพร้อมด้วยโทมนัสเวทนา (ความเสียใจ, ทุกข์ใจ เกิดขึ้นเฉพาะทางใจ) ได้เพราะโทมนัสเวทนา (ความเสียใจ) นั้น จะต้องประกอบกับโทสมูลจิตเท่านั้น ดังได้กล่าวแล้วว่าโทสมูลจิตนี้ เมื่อว่าโดยชาติตระกูลของจิตแล้วก็เป็นอกุศลชาติ และเมื่อว่าโดยเหตุแล้ว ก็เป็นอกุศลเหตุ คือ โทสะเหตุ แต่สันตีรณจิตนั้น ย่อมเป็นจิตที่เป็นวิปากชาติอย่างเดียว คือ เป็นจิตชนิดที่เป็นผล ไม่ใช่ชนิดที่เป็นเหตุ และยังเป็นจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุต่าง ๆ อีกด้วย ฉะนั้นอกุศลวิบากสันตีรณจิต ถึงแม้จะได้รับอารมณ์ชนิดที่เป็นอติอนิฏฐารมณ์ ก็เกิดพร้อมด้วยโทมนัสเวทนาไม่ได้เลยต้องเกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนาอยู่นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ อกุศลวิปากจิต จึงต้องมีเพียง ๗ ดวง น้อยกว่าอเหตุกกุศลวิปากจิตอยู่ ๑ ดวง <<ตรงนี้ให้พิจารณา อกุศลวิบากสันตีรณจิตก็เป็นจิตดวงนึง โทมนัสที่เกิดร่วมกับโทสะก็เป็นจิตดวงนึง ตัวสันตีรณะ เป็นวิบากจิตก็จริง ตัวมันเองไม่เป็นบุญเป็นบาป แต่ก็เป็นเหตุส่งต่ออารมณ์ให้จิตดวงต่อไปว่าจะเกิดเป็นโทสะ,โทมนัส หรือ มีปัญญาไต่สรวญอารมณ์ที่ไม่ดีให้ยุติที่อุเบกขาคือรู้ตามสภาพจริงว่ามันคืออกุศลวิบาก ข้อนี้พระพุทธองค์จึงกล่าวแยกจิตออกเป็น ๒ ดวง เพราะแม้แต่ผู้บรรลุอรหันตผลแล้วก็ยังต้องรับอกุศลวิบากอยู่ แต่การปรุงแต่งของจิตต่อจากนั้นไม่มีแล้ว คือก็สักแต่ว่ารับรู้จิตดวงที่เป็นอกุศลวิบากแต่จิตที่เป็นโทสะจะไม่เกิดขึ้นตาม โทสะมูลจิตไม่เกิดโทมนัสก็เกิดไม่ได้>>

อนึ่ง จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ และกายวิญญาณ ที่เป็นไปทั้งฝ่ายอกุศลวิบาก และ กุศลวิบากนั้น นิยมเรียกกันว่า “ทวิปัญจวิญญาณจิต ซึ่งหมายถึงจิต ๑๐ ดวง ที่อาศัยเกิดทางตา หู จมูก ลิ้น และกายทั้งทางฝ่ายดี และไม่ดีเพื่อประโยชน์แก่การจดจำ และเรียกชื่อจิตเหล่านั้นนั่นเอง

👉 หน้าต่อไป

วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2566

โมหมูลจิต ๒

โมหมูลจิต เป็นจิตที่หลงไปจากรูป-นาม ตามความเป็นจริงหรือจิตที่ไม่สามารถรู้เหตุผลตามความเป็นจริงของสภาวธรรมได้ กล่าวคือ เป็นจิตที่เกิดขึ้นโดยมีโมหเจตสิกเป็นประธานหรือเป็นมูลเหตุ จึงเรียกจิตนี้ว่า โมหมูลจิต จิตที่ถูกโมหเจตสิกเข้าครอบงำนั้น ย่อมหลงใหลงมงาย ไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง เพราะธรรมชาติของโมหเจตสิกนั้น มีลักษณะพิเศษอยู่ ๔ ประการ คือ

๑. อญาณลกฺขโณ มีความไม่รู้ในอริยสัจ เป็นลักษณะ
๒. อารมมณสภาวจฺฉาทนรโส มีการปกปิดไว้ซึ่งสภาวะแห่งอารมณ์ เป็นกิจ
๓. อนฺธการปจฺจุปฏฐาโน มีความมืดมน เป็นผล
๔. อโยนิโสมนสิการปทฎฺฐาโน มีการไม่ได้พิจารณาอารมณ์นั้นๆ ด้วยดี เป็นเหตุใกล้

🔆โมหมูลจิต มี ๒ ดวง
๑. อุเปกขาสหคตํ วิจิกิจฉาสมฺปยุตตํ แปลว่า จิตที่เกิดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกเฉย ๆ ประกอบด้วยความสงสัย
๒. อุเบกขาสหคตํ อุทธจฺจสมปยุตตํ แปลว่า จิตที่เกิดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกเฉย ๆ ประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน

โมหมูลจิตแต่ละดวง ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ คือ "อุเบกขาสหคตํ" เกิดพร้อมกับ เวทนา อย่างหนึ่ง และวิจิกิจฉา หรือ อุทธจจ สัมปยุต ประกอบด้วย ความสงสัย หรือความฟุ้งซ่าน อีกอย่างหนึ่ง

“อุเบกขาสหคตํ” หมายความว่า เกิดพร้อมกับเวทนา ซึ่งมีอยู่เวทนาเดียว คือ อุเบกขาเวทนา แต่สภาพของอุเบกขาเวทนาในโมหมูลจิตนี้ ต่างกันกับอุเบกขาเวทนาในโลภมูลจิต อุเบกขาเวทนาในโมหมูลจิตนั้น หมายถึงสภาพความรู้สึกเฉย ๆ ต่ออารมณ์ที่ปรากฏนั้น เพราะความโง่ไม่รู้ถึงคุณค่าของสภาพอารมณ์ที่ปรากฏขึ้นตามความเป็นจริง ส่วนอุเบกขาเวทนาในโลภมูลจิตนั้น หมายถึงความยินดีเพียงเล็กน้อย ยังไม่ถึงกับจะทำให้เกิดความรู้สึกยินดีมากเป็นโสมนัสเวทนาไป

วิจิกิจฉาสมปยุตตํ” แปลว่า ประกอบด้วยความสงสัย, ความสงสัยมีอยู่ ๒ อย่าง คือ
    ๑. นิวรณวิจิกิจฉา ความสงสัยที่เป็นนิวรณ์สกัดกั้นกุศลกรรม
    ๒. ปฏิรูปกวิจิกิจฉา ความสงสัยในชื่อคน สัตว์ สิ่งของที่ยังไม่รู้จัก หรือ สงสัยในวิชาความรู้ต่างๆ ที่ยังไม่เข้าใจ หรือพระอรหันต์ สงสัยในอาบัติเหล่านี้ ไม่จัดว่าเป็นวิจิกิจฉาในโมหมูลจิต

ความสงสัยที่ประกอบกับโมหมูลจิตที่เป็นวิจิกิจฉาสัมปยุตนั้น มุ่งหมายเอานิวรณวิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัยที่เป็นไปเพื่อสกัดกั้น มรรค ผล นิพพาน ซึ่งมีอยู่ ๘ ประการ ด้วยกันคือ
            ๑. พุทฺเธ กงฺขติ มีความสงสัยในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แก่ สงสัยในพระสรีระ เช่น สงสัยว่า พระพุทธเจ้านี้ ถ้าจะไม่มีตัวตนจริงๆ คงจะสมมุติขึ้นมาเพื่อเป็นอุบายล่อให้คนมีความสามัคคี ไม่ทะเลาะวิวาทบาดหมางใจกัน หรือสงสัยในพระพุทธคุณ ๙ ประการ เช่นสงสัยว่า พระพุทธเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลสดังพระคุณบทว่า “อรหํ” เป็นผู้ตรัสรู้ธรรมเองโดยชอบ “สมมาสมพุทโธ” เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้และการปฏิบัติอย่างประเสริฐ “วิชชาจรณสมฺปนฺโน” เป็นผู้เสด็จไปด้วยดีแล้ว “สุคโต” เป็นผู้รู้แจ้งโลกทั้ง ๓ คือ สัตว์โลก โอกาสโลก สังขารโลก ในพระคุณ บทว่า “โลกวิทู” เป็นผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม “อนุตตโร ปุริสทมุมสารถิ” เป็นศาสดาของมนุษย์ เทวดา พรหม ทั้งหลาย “สตฺถา เทวมนุสสานํ” เป็นผู้รู้ แจ้งอริยสัจโดยถูกถ้วน และสามารถยังสัตว์ทั้งหลายให้รู้ตาม “พุทโธ” เป็นผู้มี บุญญาธิการอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง “ภควา” ทรงเป็นผู้มีโชค คือ หวังพระโพธิญาณก็ได้สมหวัง ประกาศพระศาสนาก็ชักจูงผู้คนให้ได้บรรลุธรรมสมปรารถนา ความสงสัยในพระพุทธคุณต่างๆ เหล่านี้ พระพุทธคุณต่าง ๆ ดังกล่าวนั้นจะมีจริงหรือไม่ หรือจะเป็นคำกล่าว เพื่อมุ่งยกย่องสรรเสริญกันในฐานะเป็นผู้วิเศษ
            ๒. ธมฺเม กงฺขติ  สงสัยในพระธรรมว่า สวากขาตธรรม คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ และพระไตรปิฎกนั้นมีจริง ๆ หรือสงสัยว่า พระธรรมคุณอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว ดังบทว่า “สวากขาโต” เป็นของอันบุคคลพึงเข้าไปเห็นเอง “สนุทิฏฐิโก” เป็นของไม่มีกาลเวลา “อกาลิโก, เป็นของอันจะเรียกร้องท้าทายให้ผู้อื่นมาพิสูจน์ความจริงดูได้ “เอหิปัสสิโก” เป็นของที่มีอยู่อันบุคคลพึงน้อมเข้ามาใส่ใจได้ “โอปนยิโก” เป็นของอันวิญญูชนทั้งหลายพึงรู้ได้เฉพาะตัว “ปจฺจตต์ เวทิตพฺโพวิญญ” ผู้สงสัยย่อมเกิดความสงสัยต่าง ๆ ได้ เช่น สงสัยว่าสวากขาตธรรม จะทำให้พ้นออกจากทุกข์ได้จริงหรือ?
            ๓. สังเฆ กงฺขติ  สงสัยในพระสงฆ์ว่า พระอริยสงฆ์มีจริงหรือ หรือสงสัยว่าพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว “สุปฏิปันโน, เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว “อุชุปฏิปันโน, เป็นผู้ปฏิบัติมุ่งต่อพระนิพพานแล้ว “ญายปฏิปันโน, เป็นผู้ปฏิบัติชอบแล้ว “สามีจิปฏิปันโน” เป็นผู้ควรสักการะ “อาหุเนยโย, เป็นผู้ควรต้อนรับ “ปาหุเนยโย, เป็นผู้ควรทักษิณาทาน “ทุกขิเนยโย, เป็นผู้ควรอัญชลีกรรม “อญชลีกรณีโย” เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาอื่นยิ่งกว่า “อนุตตร์ ปุญญกเขตต์ โลกสฺส, เหล่านี้จะมีจริง เป็นจริงหรือ?
            ๔. สิกขาย กงฺขติ  สงสัยว่า สิกขา ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่เป็นการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์นั้น มีผลจริงหรือ และผลานิสงส์แห่งการปฏิบัติในสิกขานั้น จะป้องกันผู้ปฏิบัติมิให้ตกล่วงไปในทุคติภูมิ แต่กลับจะเป็นผลน้อมนำให้เป็นไปในสุคติภูมิ และสามารถพาให้เข้าถึงความพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง คือ พระนิพพาน จะเป็นไปได้เช่นนั้นหรือ?
            ๕. ปุพฺพนฺเต กงฺขติ  สงสัยในขันธ์ อายตนะ ธาตุ คือ สภาพตัวตน คนสัตว์ที่เคยปรากฏเป็นอดีตนั้น มีจริงหรือ คือสงสัยว่า ชาติก่อนนั้น มีจริงหรือ?
            ๖. อปรนฺเต กงฺขติ  สงสัยในขันธ์ อายตนะ ธาตุ คือ สภาพความเป็นตัวตนคน สัตว์ ที่จะปรากฏอีกใหม่ในอนาคต มีจริงหรือ คือสงสัยว่า ชาติหน้าจะมีจริงหรือ?
            ๗. ปุพฺพนตาปรนฺเต กงฺขติ  สงสัยในขันธ์ อายตนะ ธาตุ คือสภาพความเป็นตัวตน คน สัตว์ ที่เคยปรากฏแล้วในชาติก่อนและชาติหน้า ซึ่งรวมทั้งชาตินี้จะมีจริงหรือ?
            ๘. ปฏิจฺจสมุปปาเท กงฺขติ  สงสัยว่า ธรรม คือรูปนามที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเหตุเป็นผล เกี่ยวเนื่องอาศัยกันเกิดขึ้นสืบต่อกันโดยไม่ขาดสาย เป็นปัจจยาการตามนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท จะเป็นไปได้ และมีจริงหรือ สิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยเหตุให้เกิด จะไม่มีบ้างทีเดียวหรือ?

“วิจิกิจฉาสัมปยุตจิต” นั้น ย่อมมุ่งหมายเอาจิตที่ประกอบด้วยความลังเลสงสัย ๔ ประการดังกล่าวแล้วเท่านั้น ส่วนความสงสัยอื่นๆ นอกจากนี้ ย่อมไม่ใช่ความสงสัยที่เกิดจากวิจิกิจฉา ที่ประกอบในโมหมูลจิต

อุทธจจสมปยุตตํ” แปลว่า ประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน หมายความว่าจิตนั้นฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไปในอารมณ์ต่าง ๆ แต่อารมณ์เหล่านั้นไม่มั่นคง จึงซัดส่ายปรวนแปรไปเรื่อยๆ

โมหมูลจิตทั้ง ๒ ดวงนี้ ในพระบาลีมิได้แสดงความต่างกันของสังขารเภท คือ ประเภทแห่งสังขาร อันได้แก่ อสังขาริก และสสังขารึกไว้ในวิสุทธิมรรคและในอภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกากล่าวไว้ว่า จิตที่ยังลังเลสงสัย ไม่แน่ใจก็ดี จิตที่ฟุ้งซ่านก็ดี เป็นจิตที่เว้นจากความกำหนัดหรืออภิชฌา และเว้นจากความขัดเคืองหรือโทมนัส จึงเป็นจิตที่มีกำลังน้อย และขาดความอุตสาหะในกิจการงานต่าง ๆ ความแตกต่างกันในสภาพแห่งสังขารจึงไม่มี แต่ก็ได้สงเคราะห์โมหมูลจิตทั้ง ๒ ดวงนี้ว่า เป็นอสังขาริกจิต เพราะความโง่ความไม่รู้ในเหตุผลตามความเป็นจริงนั้น ย่อมไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลชักชวนของผู้ใด คือความโง่นั้นย่อมเกิดขึ้นที่ตนเอง ผู้ใดอื่นจะมาชักชวนให้โง่ ย่อมไม่ได้

โมหมูลจิต ๒ ดวงนี้ ไม่ประกอบด้วยทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด และปฏิฆะ คือ ความโกรธ เพราะโมหมูลจิตมีความไม่รู้อารมณ์ตามความเป็นจริงเป็นพื้นฐานหรือเป็นมูลเหตุอยู่อย่างเดียว จึงรับอารมณ์ด้วยความรู้สึกเฉย ๆ ไม่ยินดียินร้ายในอารมณ์ เพราะฉะนั้น ทิฏฐิ ซึ่งอาศัยความยินดีในอารมณ์ และปฏิฆะ ซึ่งอาศัยความไม่ยินดีในอารมณ์เป็นตัวการให้เกิด โมหมูลจิตมีแต่ความไม่รู้ในอารมณ์ตามความเป็นจริงเสียแล้ว จึงไม่มีทิฏฐิ และปฏิฆะ ประกอบด้วย

🔆 เหตุให้เกิดโมหะ มี ๒ ประการ

๑. อโยนิโสมนสิการ
๒. อาสวสมุปปาท

อธิบาย “อโยนิโสมนสิการ” การกระทำในใจไม่แยบคายนั้น คือ ขาดการพิจารณาอารมณ์ให้รอบคอบในเหตุและผลด้วยดี เพราะการคิดพิจารณาอารมณ์ไม่สุขุม การกระทำในใจไม่แยบคายมีอาสวะเป็นเหตุให้เกิดคัมภีรภาพนั้น ย่อมก่อให้เกิดความลังเลสงสัยและความฟุ้งซ่าน ซึ่งความสงสัยและความฟุ้งซ่านนี้ ก็จะกลับเป็นเหตุให้เกิดความไม่รู้ คือ โมหะ ต่อไปอีก

อาสวสมุปปาท” มีอาสวะเป็นเหตุให้เกิดอวิชชา คือเครื่องหมักดองกิเลสที่เก็บหมักหมมไว้ในจิตใจ มีกามาสวะ คือ หมักดองกามคุณอารมณ์ไว้ในจิตใจเป็นต้น เมื่อได้ประสบกับกามคุณอารมณ์ใหม่อีกก็จะหลงงมงายติดใจในกามคุณอารมณ์นั้นอีก จึงทำให้ปิดบังสภาพความรู้ตามความเป็นจริงต่ออารมณ์นั้นเสีย ซึ่งเป็นธรรมชาติของโมหะหรืออวิชชา นั่นเอง

🙏 ผลที่เกิดจากโมหมูลจิต

โมหมูลจิต เป็นจิตที่สร้างเหตุหลงงมงาย ฉะนั้น บุคคลใดถูกครอบงำด้วยอำนาจโมหะ ย่อมหลงใหลเพลิดเพลินไปตามความรู้ไม่เท่าทันอารมณ์นั้นๆ อำนาจแห่งโมหะนี้ ถ้าสมัยใดมนุษย์มีสันดานมากไปด้วยโมหะ สมัยนั้นย่อมเกิดโรคันตราย คือ อันตรายที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน เป็นเหตุให้เกิดโรคระบาดล้มตายเป็นอันมาก สรรพโรคจะปรากฏ คร่าชีวิตประชาชนทั้งหลายให้สิ้นไป สำหรับผลของโมหะที่เกิดขึ้นในอนาคตนั้น ย่อมผลักส่งให้เกิดในดิรัจฉานภูมิ ดังพระบาลีแสดงว่า

โมเหน หิ นิจฺจสมมุฬฺหํ ติรจฺฉานโยนีย์ อุปปฺชชนฺติฯ สัตว์ทั้งหลายย่อมไปเกิดเป็นเดรัจฉาน ด้วยอำนาจแห่งโมหะ เพราะเป็นสภาพที่ยังสัตว์ให้ลุ่มหลงงมงายอยู่เสมอ

🔆 แสดงสัมปยุตในอกุศลจิต

ในอกุศล ๑๒ คือ โลภมูลจิต ๘ โทสมูลจิต ๒ และโมหมูลจิต ๒ ที่กล่าวมาแล้วนั้นพระอนุรุทธาจารย์แสดงสัมปยุตไว้เพียง ๔ ประการ คือ

        ๑. ทิฏฐิคตสมฺปยุตฺต มีความเห็นผิดเข้าประกอบในโลภมูลจิต ๔ ดวง
        ๒. ปฏิฆสมปยุตฺต ความโกรธที่ประกอบในโทสมูลจิต ๒ ดวง
        ๓. วิจิกิจฉาสมปยุตต ความสงสัยที่ประกอบในโมหมูลจิต ๑ ดวง
        ๔. อุทธจฺจสมุปยุตฺต ความฟุ้งซ่านที่ประกอบอย่างชัดแจ้งในโมหมูลจิต ๑ ดวง

คำว่า “สมปยุตต” นี้ แปลว่า “ประกอบ” (กับจิต) เป็นวิเสสนบท มีหน้าที่แสดงให้รู้ถึงการแตกต่างกันของจิต เช่น ทิฏฐิคตสมปยุตฺต แปลว่า จิตที่ประกอบด้วยความเห็นผิด แสดงให้เห็นว่าทิฏฐิคือความเห็นผิดนี้ เป็นธรรมที่ประกอบกับจิต แต่มิได้ประกอบกับจิตทุกดวงเหมือนอย่างผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เหล่านี้ เป็นต้น แต่อกุศลโลภมูลจิตที่มีจำนวนทั้งหมด ๘ ดวงนั้น มีทิฏฐิเข้าประกอบเพียง ๔ ดวงเท่านั้น มิได้ประกอบในโลภมูลจิตทั้งหมด เพราะฉะนั้น ปฏิฆสมปยุตต วิจิกิจฉาสมปยุตต หรือ อุทธจจสมปยุตต ก็ล้วนเป็นวิเสสนบท ที่แสดงให้เห็นความแตกต่างของจิตโดยทำนองเดียวกันเป็นการแสดงสภาพธรรมที่ประกอบกับจิตโดยเฉพาะอย่างเด่นชัด ทำให้เห็นความแตกต่างของจิตได้ชัดเจน

🔆 สงเคราะห์อกุศลกรรมบถ ๑๐ ลงในอกุศลจิต ๑๒

อกุศลกรรมบถ คือ ทางแห่งการกระทำบาป มี ๑๐ เรียกว่า อกุศลกรรมบถ ๑๐ หรือทุจริต ๑๐ ซึ่งเกิดได้ ๓ ทาง คือ ถ้าเกิดขึ้นทางกาย เรียกว่า อกุศลกายกรรมหรือกายทุจริต เกิดทางวาจา เรียกว่า อกุศลวจีกรรม หรือวจีทุจริต และถ้าเกิดทางใจเรียกว่าอกุศลมโนกรรม หรือมโนทุจริต อกุศลที่เกิดขึ้นทางกายทวาร เป็นอกุศลกายกรรม หรือกายทุจริตนั้น มี ๓ ประการ คือ
        ๑. ปาณาติบาต ฆ่าสัตว์
        ๒. อทินนาทาน ลักทรัพย์
        ๓. กาเมสุมิจฉาจาร ประพฤติผิดในกาม

อกุศลที่เกิดขึ้นทางวจีทวาร เป็นอกุศลวจีกรรม หรือวจีทุจริตนั้น มี ๔ ประการ คือ
        ๔. มุสาวาท พูดปด
        ๕. ปิสุณวาจา พูดส่อเสียด
        ๖. ผรุสวาจา พูดคําหยาบ
        ๗. สัมผัสปลาปะ พูดเพ้อเจ้อ

อกุศลที่เกิดขึ้นมาในมโนทวาร เป็นอกุศลมโนกรรม หรือมโนทุจริต มี ๓ ประการ คือ
        ๘. อภิชฌา ความเพ่งเล็งอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่น
        ๙. พยาบาท คิดปองร้ายเขา
        ๑๐. มิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นผิด (นิยตมิจฉาทิฏฐิ)

ในโลภมูลจิต ๘ ดวง มีทุจริตเกิดได้ทั้ง ๓ ทวาร ๗ ประการ คือ
ทางกายกรรม มี ๒ คือ อทินนาทาน และกาเมสุมิจฉาจาร
ทางวจีกรรม มี ๓ คือ มุสาวาท ปีสุณวาจา สัมผัปปลาปะ
ทางมโนกรรม มี ๒ คือ อภิชฌา มิจฉาทิฏฐิ

ในโทสมูลจิต ๒ ดวง มีทุจริตเกิดได้ทั้ง ๓ ทวาร ๗ ประการ คือ
ทางกายกรรม มี ๒ คือ ปาณาติบาต อทินนาทาน
ทางวจีกรรม มี ๔ คือ มุสาวาท ปิสุณวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ
ทางมโนกรรม มี ๑ คือ พยาบาท

ในโมหมูลจิต ๒ ดวง มีทุจริตเกิดได้ทั้ง ๓ ทวาร ๑๐ ประการ คือ
ทางกายกรรม มี ๓ คือ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร
ทางวจีกรรม มี ๔ คือ มุสาวาท ปิสุณวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ
ทางมโนกรรม มี ๓ คือ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ

ในอกุศลกรรมบถ ๑๐ นี้ ถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว ก็จะเห็นว่า อกุศลกรรมบถ ๓ ได้แก่ ปาณาติบาต ผรุสวาจา และพยาบาท เกิดได้ด้วยอำนาจโทสมูลจิต อันมีโทสะเป็นเหตุนำ อกุศลกรรมบถอีก ๓ ได้แก่ กาเมสุมิจฉาจาร อภิชฌา และมิจฉาทิฏฐิ เกิดด้วยอำนาจแห่งโลภมูลจิต อันมีโลภเป็นเหตุ ส่วนอกุศลกรรมบถที่เหลือ คือ อทินนาทาน มุสาวาท ปิสุณวาจา และสัมผัปลาปะ ทั้ง ๔ ประการนี้ บางครั้งก็เกิดโดยโลภมูลจิต เช่น ลักทรัพย์ เพราะหวังร่ำรวย หรือพูดปด เพื่อแสวงหาประโยชน์ เป็นต้น ขณะนั้นก็มีโลภะ เป็นเหตุ แต่บางครั้ง เช่น ลักทรัพย์ อกุศลกรรมบถดังกล่าว ก็เกิดขึ้นโดยโทสมูลจิต อันมีโทสะ เป็นเหตุ เอาไปทิ้ง เพราะเกลียดเจ้าทรัพย์ หรือพูดปด เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เป็นต้น

อกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ นี้ อาศัยโลภมูลจิตและโทสะมูลจิตเป็นมูลเหตุก่อให้เกิดขึ้นโดยตรง แต่ที่กล่าวว่า อกุศลกรรมบถเกิดได้ในโมหมูลจิตครบ ๑๐ ประการบริบูรณ์นั้นเพราะเป็นการกล่าวโดยอ้อม เพราะอกุศลกรรมบถ ๑๐ อาศัยอวิชชาเป็นมูลเหตุนั่นเอง ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า เมื่อ

โลภมูลจิต เกิดขึ้น มีโลภะ เป็นเหตุนำ - โมหะเป็นเหตุหนุน
โทสมูลจิต เกิดขึ้น มีโทสะ เป็นเหตุนำ - โมหะเป็นเหตุหนุน
โมหมูลจิต เกิดขึ้น มีโมหะ เป็นเหตุนำอย่างเดียว

🔆 เหตุให้เกิดอกุศลจิต

การเกิดขึ้นแห่งอกุศลจิต ๑๒ ดวงนั้น เพราะการไม่ใส่ใจพิจารณาอารมณ์ให้แยบคาย เรียกว่า “อโยนิโสมนสิการ สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า ผู้ที่มีอโยนิโสมนสิการนั้น อกุศลจิตที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น อกุศลจิตที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญยิ่งขึ้น กุศลจิตที่จะเกิดย่อมไม่มีโอกาสจะเกิด และกุศลจิตที่กำลังเกิดขึ้น ย่อมดับสิ้นลงพลัน อโยนิโสมนสิการนี้ ย่อมเกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุ ๕ ประการ คือ

๑. ปุพเพอกตปุญญตา ไม่ได้สร้างสมบุญไว้แต่ปางก่อน
๒. อปฏิรูปเทสวาส อยู่ในประเทศที่ไม่สมควร
๓. อสปปุริสปนิสฺสย ไม่ได้คบหาสนทนากับสัปบุรุษ
๔. อสทฺธมฺมสฺสวน ไม่ได้ฟังธรรมของสัปบุรุษ
๕. อตฺตมิจฉาปณิธิ ตั้งตนไว้ผิด

เหตุให้เกิดอโยนิโสมนสิการ ๕ ประการนี้ ย่อมมีอุปาระแก่กัน คือไม่ได้สร้างสมบุญไว้แต่ปางก่อน เป็นอดีตเหตุ เพราะไม่ได้สร้างสมบุญไว้แต่ปางก่อน จึงทำให้มาเกิดในประเทศที่ไม่สมควร คือ ไม่มีสัปบุรุษ จึงทำให้ไม่ได้ฟังธรรมและเพราะเหตุที่ไม่ได้ฟังธรรม จึงทำให้หลงผิดตั้งจิตไว้โดยไม่ชอบ คือตั้งตนไว้ผิดนั่นเอง จึงทำให้อกุศลจิตเกิดขึ้นโดยอาศัยอโยนิโสมนัสสิการ เหตุให้เกิดอโยนิโสมนัสสิการนี้จึงเท่ากับเป็นเหตุให้เกิดอกุศลจิตด้วย

🔆 อกุศลจิตเป็นธรรมที่ควรละ

อกุศลจิต เป็นจิตที่ชั่ว ที่บาป มีโทษและให้ผลเป็นทุกข์ ซึ่งตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนานั้น สอนให้ละชั่ว เป็นประการแรก ให้ประพฤติดี เป็นประการที่สอง และให้ทำจิตให้บริสุทธิ์ ปราศจากเรื่องเศร้าหมอง เป็นประการสุดท้าย เพราะฉะนั้น อกุศลจิตเป็นจิตที่ก่อให้เกิดการทำ การพูด และการคิดที่ไม่ดีเป็นการงานที่ชั่ว ที่บาปจึงจำเป็นต้องละอกุศลจิตก่อน การละอกุศลจิตนั้น ย่อมกระทำได้ ๓ ลักษณะ คือ
        ๑. ตทงฺคปหาน ละได้ชั่วคราว ด้วยศีล
        ๒. วิกฺขมฺภนปหาน ละโดยการข่มไว้ ด้วยสมาธิ
        ๓. สมุจเฉทปหาน ละโดยเด็ดขาด ด้วยปัญญา

การละอกุศลจิตได้ชั่วคราวนั้น หมายถึง การที่บุคคลระมัดระวังไม่ให้อกุศลจิต คือ โลภมูลจิต โทสมูลจิต และ โมหมูลจิต เกิดขึ้น ซึ่งจะต้องอาศัยธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเกิดขึ้นของอกุศลจิตเหล่านั้น คือ

โลภมูลจิต ซึ่งเป็นจิตที่เกิดจากความโลภ คือ ความอยากได้ ถ้าไม่สำรวมระวังให้ดีแล้ว ความโลภอยากได้ในอารมณ์ที่น่ายินดีนั้น ก็จะลุกลามแผ่ขยายกว้างขวางออกไปจนหาประมาณที่สุดมิได้เพื่อป้องกันมิให้ความโลภอยากได้ฟูขึ้นในใจต้องอาศัยธรรมที่ชื่อว่า สันโดษ คือ ความพอใจเท่าที่มีอยู่ หรือพอใจเท่าที่จะพึงหาได้โดยชอบธรรมรู้จักประมาณความอยากได้ ซึ่งองค์ธรรมได้แก่ อโลภเจตสิกการละโลภะด้วยอโลภะมีสันโดษ เป็นต้นนี้ เป็นการละได้เพียงชั่วคราวเท่าที่มีความระมัดระวังไม่ให้ความโลภอยากได้เกิดขึ้นชั่วขณะเท่านั้น เรียกว่า ละได้โดย ตทังคปหาน ถ้าจะละโดยอาการข่มความโลภไว้ไม่ให้เกิดขึ้นเป็นเวลานานๆ นั้นต้องอาศัย สมาธิ หรือฌานเป็นเครื่องมือ การละอกุศลจิตโดยการข่มไว้นี้ เรียกว่าละโดย วิกขัมภนปหาน ส่วนการที่จะละโลภมูลจิตโดยเด็ดขาดนั้น ต้องใช้ ปัญญาในมัคจิตเป็นผู้ละ ซึ่งสามารถจะละความโลภอย่างหยาบไปจนถึงขั้นละเอียดที่สุดในชั้นอรหัตมัคจิต การละโดยปัญญานี้ เป็นการละโดยเด็ดขาดที่เรียกว่า สมุจเฉทปหาน

โทสมูลจิต เป็นจิตที่เกิดจากความโกรธ เกลียด กลัว ความประทุษร้ายอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา เมื่อใครก็ตาม มีความเห็นเข้าข้างตนเป็นใหญ่แล้ว ย่อมมีแต่จะขู่วามเดือดร้อนก่อให้เกิดโทษประทุษร้ายตนเอง และผู้อื่นที่สมาคมด้วย เพราะความนิยมชมชื่นในตนเองมากเกินไปนั่นเอง จึงมองข้ามความผิดของตนเองไปมองเห็นแต่โทษผู้อื่นและคอยหาโอกาสเบียดเบียนเสมอ ฉะนั้น เพื่อผ่อนคลายความเบียดเบียนอันมีสภาพเป็นโทสมูลจิตนี้จึงจำเป็นต้องละโทสะโดยวิธีเจริญเมตตา คือ ต้องพิจารณาเสมอว่า ตัวเราเกลียดทุกข์ ปรารถนาสุขฉันใด ผู้อื่น สัตว์อื่น ก็เกลียดทุกข์ ปรารถนาสุขเหมือนเราฉันนั้น เมื่อพิจารณาดังนี้แล้ว ย่อมผ่อนคลายความเบียดเบียนซึ่งกันและกันลงได้ เป็นการละอกุศลโทสมูลจิตลงได้ชั่วคราวที่เรียกว่า ตทังคปหาน ในสติปัฏฐานอรรถกถาแสดงเหตุที่ประหาณโทสะไว้ ๖ ประการ คือ
    ๑. เมตตานิมิตฺตสฺส อุคุคโห ศึกษาในเครื่องหมายแห่งการเจริญเมตตา
    ๒. เมตตาภาวนานุโยโค ประกอบภาวนาในเมตตาเนือง ๆ
    ๓. กมฺมสฺสกตาปัจจเวกขณ พิจารณาเนือง ๆ ว่า เป็นกรรมของตน
    ๔. ปฏิสงฺขานพหุลีกตา ทำให้มากด้วยปัญญา
    ๕. กลยาณมิตตตา คบมิตรที่ดีมีเมตตา
    ๖. สปปยกถา ได้ฟังถ้อยคำที่สบาย (เมตตากถา)

นอกจากจะละโทสะด้วยเมตตาและเหตุอื่นๆ ทั้ง ๖ ประการดังกล่าวแล้ว ยังใช้สมาธิหรือฌานละได้โดยการข่มไว้ ตราบเท่าที่อยู่ในฌาน หรือสมาธิยังคงอยู่ เรียกการละนี้ว่า วิกขัมภนปหาน ส่วนการจะละโทสะขั้นเด็ดขาดไม่ให้เกิดขึ้นใหม่อีกนั้นต้องละโดยปัญญาแห่งอนาคามิมัคจิต เป็นการละที่สิ้นสุด เป็นสมุจเฉทปหาน

โมหมูลจิต เป็นจิตที่ไม่ได้แสดงโทษออกมาให้ประจักษ์ แต่ก็เป็นรากเหง้าแห่งอกุศลจิตทั้งปวง มีสภาพปิดบังความจริงไว้ ซึ่งเปรียบเสมือนความมืด ฉะนั้น การประหานความมืดนั้น ต้องอาศัยความสว่าง ซึ่งได้แก่ ปัญญานั่นเอง ในสติปัฏฐานอรรถกถาแสดงเหตุที่ประหาณโมหะ ประกอบด้วยวิจิกิจฉา และอุทธัจจะไว้ดังนี้ คือ

เหตุที่ประหาณวิจิกิจฉา ๖ ประการ
๑. พหุสสุตตา เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก
๒. ปริปุจฺฉกตา หมันสอบสวนทวนถาม
๓. วินเย ปกตญฺญุตา รอบรู้ชำนาญและเคร่งครัดในระเบียบวินัย
๔. อธิโมกขพหุลตา เต็มไปด้วยการตัดสินใจมั่น
๕. กลยาณมิตตตา มีมิตรที่ดี
๖. สปฺปายกถา ได้ฟังถ้อยคำอันคลายสงสัย

เหตุที่ประหาณอุทธัจจะ ๖ ประการ
๑. พหุสฺสุตตา เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก
๒. ปริปุจฺฉกตา หมันสอบสวนทวนถาม
๓. วินเย ปกตญฺญุตา รอบรู้ชำนาญและเคร่งครัดในระเบียบวินัย
๔. พุทฺธเสวิตา ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าบ่อยๆ
๕. กลยาณมิตฺตตา มีมิตรที่ดี
๖. สปปายกถา ได้ฟังถ้อยคำอันเป็นที่สบาย

การละโมหะ หรือ อวิชชานั้น ต้องอาศัยปัญญา ตั้งแต่สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา และ ภาวนามยปัญญา โดยลำดับ เพราะปัญญานั้นเป็นแสงสว่างที่จะทำลายความมืด คือ โมหะโดยตรง แต่การที่จะละโมหะ หรืออวิชชาได้โดยเด็ดขาดไม่ให้มีเหลืออยู่เลยนั้น จะต้องใช้ปัญญาในอรหัตมัคจิตเป็นผู้ละ

วันอังคารที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566

โทสมูลจิต ๒

โทสมูลจิต เป็นจิตที่เกิดขึ้นเพราะมีโทสะเป็นเหตุ ความไม่ปรารถนาอารมณ์นั้นๆ ย่อมมีโทสะ เป็นตัวนำ หรือเป็นเหตุ โทสะ เป็นเจตสิกธรรมที่ปรุงแต่งจิตให้เกิดความโกรธ ความเกลียด ความเสียใจ ความกลัดกลุ้มรำคาญใจ และความกลัว จิตที่ถูกโทสเจตสิกครอบงำนั้น ย่อมเป็นจิตประทุษร้ายอารมณ์ เพราะธรรมชาติของโทสเจตสิก มีคุณลักษณะอยู่ ๔ ประการ คือ

    จณฺฑิกลกฺขโณ มีความหยาบกระด้าง เป็นลักษณะ
    นิสฺสยาทาหนรโส มีการทำให้จิตใจตนและผู้อื่นหม่นไหม้ เป็นกิจ
    ทูสนปจฺจุปฏฺฐาโน มีการประทุษร้ายอารมณ์ เป็นอาการปรากฏ
    อาฆาตวัตถุปทฏฐาโน มีอาฆาตวัตถุ เป็นเหตุใกล้

ฉะนั้น โทสมูลจิต จึงมีหมายความว่า จิตที่เกิดขึ้น โดยมีโทสเจตสิกเป็นมูลเป็นประธาน

🔆โทสมูลจิต มี ๒ ดวง

๑. โทมุนสุสสหคตํ ปฏิฆสมปยุตตํ อสงฺขาริกํ แปลความว่า จิตที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการชักชวน พร้อมด้วยความเสียใจประกอบด้วยความโกรธ
๒. โทมนสุสสหคตํ ปฏิฆสมฺปยุตตํ สสงฺขาริกํ แปลความว่า จิตที่เกิดขึ้นโดยมีการชักชวน พร้อมด้วยความเสียใจประกอบด้วยความโกรธ

โทสมูลจิต ๒ ดวงนี้ มีสภาพธรรม ๓ ประการ คือ

๑. โทมนสุสสหคตํ เกิดพร้อมด้วยความเสียใจ ทุมนะ แปลตามศัพท์ว่า "ใจชั่ว" แปลตามอรรถว่า มีใจชั่ว คือภาวะแห่งใจชั่ว เร่าร้อน เศร้าหมอง บุคคลที่มีใจชั่วนั้นชื่อว่า “โทมนัส” ซึ่งมีองค์ธรรม ได้แก่ เวทนาเจตสิก (ธรรมชาติที่เสวยอารมณ์) เป็นเวทนาประเภท ๑ ในเวทนา ๕ ข้อ คือ ทุกขเวทนา สุขเวทนา โสมนัสเวทนา โทมนัสเวทนา และอุเบกขาเวทนา

โทมนัสเวทนานี้ จะเกิดพร้อมโทสมูลจิต ๒ ดวงนี้เท่านั้น จะเกิดพร้อมกับจิตอื่นหาได้ไม่ เพราะฉะนั้น เมื่อโทสมูลจิตเกิดขึ้นขณะใด ขณะนั้น โทมนัสเวทนาจะต้องเกิดพร้อมด้วยเสมอ จึงเรียกว่า “โทมนสุสสหคต์”

๒. ปฏิฆสมฺปยุตตํ ประกอบด้วยความโกรธ ปฏิฆะ แปลว่า ความโกรธ ความคับแค้น หรือการกระทบกระทั่ง ซึ่งเมื่อแปลโดยอรรถแล้ว หมายถึงการกระทบกระทั่งในอารมณ์ คือ มีสภาพประทุษร้าย ทำลายอารมณ์ที่กระทบให้เสียหายไปองค์ธรรม ได้แก่ โทสเจตสิก (ธรรมชาติที่ประทุษร้ายอารมณ์) ปฏิฆะ หรือโทสะนี้เป็นภาวะที่จะต้องประกอบกับโทมนัสเวทนา จะเกิดพร้อมกับเวทนาอื่น ๆ ไม่ได้

คำที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่า โทมนัส และปฏิฆะ มีสภาพต่างกัน คือ

โทมนัส เป็นเวทนาเจตสิก และเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งนับเนื่องในเวทนาขันธ์ มีการเสวยอนิฏฐารมณ์ (เป็นอารมณ์ที่ไม่ดี) เป็นลักษณะ
ปฏิฆะ นั้น เป็นโทสเจตสิก และเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งนับเนื่องในสังขารขันธ์ มีความประทุษร้ายอารมณ์ เป็นลักษณะ

รวมทั้ง ๒ ประการนี้ แม้ต่างกันโดยสภาวะลักษณะ แต่ด้วยอำนาจแห่งโทสจิตตุปบาทแล้ว โทมนัสเวทนาจะต้องเกิดร่วมกับปฏิฆะเสมอไป

๓. อสงฺขาริกํ เป็นอาการที่ปฏิฆจิตมีกำลังกล้าแข็งเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งชักชวน ส่วน สสงขาริกํ นั้น เป็นปฏิฆจิตที่เกิดขึ้นโดยมีสิ่งที่ชักชวนยั่วยุให้เกิดขึ้นจึงเป็นจิตที่มีกำลังอ่อน ทำนองเดียวกับอสังขาริกํ และ สสังขาริกํ ในโลภมูลจิตนั่นเอง

โทมนัส และ ปฏิฆะ นี้ อาศัยการที่ได้ประสบกับอนิฏฐารมณ์และอาฆาตวัตถุ ๑๐ อย่าง เป็นเหตุใกล้ให้เกิดอาฆาตวัตถุ ๑๐ ประการ
๑. อาฆาตเขาโดยคิดว่า ได้เคยทำความเสื่อมเสียแก่เรา
๒. อาฆาตเขาโดยคิดว่า กำลังทำความเสื่อมเสียให้แก่เรา
๓. อาฆาตเขาโดยคิดว่า จะทำความเสื่อมเสียให้แก่เรา
๔. อาฆาตเขาโดยคิดว่า ได้เคยทำความเสื่อมเสียให้แก่ผู้ที่เรารัก
๕. อาฆาตเขาโดยคิดว่า กำลังทำความเสื่อมเสียแก่ผู้ที่เรารัก
๖. อาฆาตเขาโดยคิดว่า จะทำความเสื่อมเสียแก่ผู้ที่เรารัก
๗. อาฆาตเขาโดยคิดว่า ได้เคยทำคุณประโยชน์แก่ผู้ที่เราเกลียดชัง
๘. อาฆาตเขาโดยคิดว่า กำลังทำคุณประโยชน์แก่ผู้ที่เราเกลียดชัง
๙. อาฆาตเขาโดยคิดว่า จะทำคุณประโยชน์แก่ผู้ที่เราเกลียดชัง
๑๐. อาฆาตในฐานะอันไม่ควร เช่น ขณะที่เดินสะดุด หรือเหยียบหนาม เป็นต้น


แต่กล่าวรวมถึง อดีตเหตุ คือเหตุใกล้ด้วยแล้ว เหตุให้เกิดโทสะหรือปฏิฆะ มี ๕ ประการ คือ

๑. โทสชฺฌาสยตา มีอัธยาศัยเป็นคนมักโกรธ
๒. อคมฺภีรปกติตา มีความคิดไม่สุขุม
๓. อปฺปสสุตตา มีการศึกษาน้อย
๔. อนิฏฐารมฺมณสมาโยโค ประสบอารมณ์ที่ไม่ดี
๕. อาฆาตวตถุสมาโยโค ประสบกับอาฆาตวัตถุ ๑๐ ประการ


เป็นที่น่าสังเกตว่า ในโทสมูลจิตนี้ เป็นจิตที่มีแต่ปฏิสัมปยุต คือ ประกอบด้วยความโกรธ แต่ไม่มีความเห็นผิดประกอบ คือทิฏฐิคตสัมปยุตที่เป็นเช่นนี้เพราะ ทิฏฐิ ความเห็นผิดนั้น ย่อมรับสภาพอารมณ์ที่น่ายินดีพอใจแต่โทสจิตนั้น มีแต่รับสภาพอารมณ์ที่ไม่พอใจ ฉะนั้น ความยินดีพอใจจะเกิดพร้อมกับความไม่พอใจในขณะเดียวกันไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ โทสจิตจึงไม่มีทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดเข้าประกอบด้วย


 🙏 ผลที่เกิดจากโทสมูลจิต 🙏 

โทสมูลจิตนี้ เป็นจิตที่ประกอบด้วยเหตุโกรธ ไม่พอใจในอารมณ์ที่กำลังประสบอยู่ ฉะนั้น เมื่อโทสะปรากฏแก่บุคคลใดแล้ว บุคคลนั้นย่อมเศร้าหมองเร่าร้อนดิ้นรน เพื่อทําลายอารมณ์ที่ไม่พอใจนั้นให้สูญหายไป หน้าตาบูดบึ้งตึงเครียดจนเป็นเหตุให้ผู้ที่ได้พบเห็นขณะนั้นได้รู้ว่ากำลังโกรธ และจิตใจพลอยเศร้าหมองเร่าร้อนไปด้วย สมัยใด มนุษย์มีสันดานมากไปด้วยโทสะ สมัยนั้น ย่อมเกิด สตฺถนตราย คือ อันตรายที่เกิดจากศัสตราวุธต่างๆ เป็นเหตุให้ทำสงครามฆ่าฟันกันตาย สรรพภัยต่าง ๆ จะปรากฏแก่ประชาชนอย่างน่ากลัว

สำหรับผลแห่งโทสะในอนาคต คือ ในภพหน้า ชาติหน้า ย่อมจะผลักส่งไปให้เกิดเป็นสัตว์นรกในนิรยภูมิ ดังบาลีที่แสดงว่า โทเสน หิ จณฺฑชาติตาย โทสสฺทิสํ นิรยํ อุปปชฺชนฺติฯ สัตว์ทั้งหลายย่อมไปเกิดในนรกเป็นส่วนมากด้วยอำนาจแห่งโทสะ อันเป็นที่ทรมานสัตว์ให้เร่าร้อน เช่นเดียวกับสภาวะของโทสะที่ทรมานตนเองให้เร่าร้อนอยู่เสมอฉะนั้น

การแสดงโทสมูลจิต ต่อจากโลภมูลจิต เพราะโทสะย่อมเกิดขึ้นโดยอาศัยกามราคะ (โลภะ) ถ้าบุคคลละกามราคะได้แล้ว โทสะก็เกิดขึ้นไม่ได้ ดังเช่น พระอนาคามีทั้งหลาย ท่านละกามราคะได้แล้ว โทสะก็พลอยถูกละไปด้วย

วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566

โลภมูลจิต ๘

โลภมูลจิต ๘ ดวงนี้ เพราะความยินดีอยากได้ และติดใจในอารมณ์ต่างๆ จิตประเภทนี้จึงปรากฏขึ้น โลภมูลจิตนี้เป็นจิตที่ประกอบกับโลภเจตสิกเป็นประธาน เป็นจิตที่เกิดขึ้นโดยอาศัยความโลภเป็นเหตุ กล่าวคือสภาวธรรมที่เกิดพร้อมกับโลภเจตสิกนั้น จึงต้องคล้อยตามอำนาจของโลภเจตสิก ซึ่งมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ดังนี้

    อารมฺมณคหณลกฺขโณ มีการถือมั่นในอารมณ์ เป็นลักษณะ
    อภิสงฺครโส มีการยึดติดในอารมณ์ เป็นกิจ
    อปริจาคปจฺจุปฎฺฐาโน มีการไม่สละอารมณ์ เป็นผล
    สงฺโยชนีย ธมฺเมสุ อสุสาททสฺสน ปทฏฐาโน มีการเห็นสังโยชน์ธรรมเป็นที่น่ายินดีพอใจเป็นเหตุใกล้

โลภมูลจิตมีจำนวน ๘ ดวง การที่จำแนกจิตประเภทนี้ออกไปได้ถึง ๘ ดวงนั้น เพราะโลภจิตแต่ละดวงนั้น ย่อมประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ คือ ประกอบด้วยเวทนา (ความเสวยอารมณ์) ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) และสังขาร (มีการชักชวน หรือ ไม่มีการชักชวน)

🔅 โลภจิต มีจำนวน ๘ ดวงนี้ มีชื่อและความหมายดังนี้ คือ

  • ๑.โสมนสุสสหคตํ ทิฏฐิคตสมปยุตตํ อสงฺขาริกํ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความยินดี ประกอบด้วยความเห็นผิด โดยไม่มีการชักชวน
  • ๒. โสมนสุสสหคตํ ทิฏฐิคตสมปยุตตํ สสงขาริกํ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความยินดี ประกอบด้วยความเห็นผิดโดยมีการชักชวน
  • ๓. โสมนสสสหคตํ ทิฏฐิคตวิปปยุตตํ อสงฺขาริกํ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความยินดี ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด โดยไม่มีการชักชวน
  • ๔. โสมนสุสสหคตํ ทิฏฐิคตวิปปยุตตํ สสงฺขาริกํ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความยินดี ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด โดยมีการชักชวน
  • ๕. อุเปกขาสหคตํ ทิฏฐิคตสมปยุตตํ อสงฺขาริกํ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความรู้สึกเฉย ๆ ประกอบด้วยความเห็นผิด โดยไม่มีการชักชวน
  • ๖. อุเปกขาสหคตํ ทิฏฐิคตสมปยุตตํ สสงฺขาริกํ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความรู้สึกเฉยๆ ประกอบด้วยความเห็นผิด โดยมีการชักชวน
  • ๗. อุเปกขาสหคต์ ทิฏฐิคตวิปปยุตต์ อสงฺขาริกํ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความรู้สึกเฉยๆ ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิดโดยไม่มีการชักชวน
  • ๘. อุเปกขาสหคตํ ทิฏฐิคตวิปปยุตต์ สสงขาริกํ จิตที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยความรู้สึกเฉยๆ ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิดโดยมีการชักชวน

โลภมูลจิตแสดงการจําแนกโลภมูลจิต ๘


ข้อสังเกต

ในโลภมูลจิต ๘ ดวงนี้ แสดงสภาพธรรมที่ปรากฏ ๓ ประการ คือ
    ๑. สภาพที่เกี่ยวแก่ความรู้สึกในการเสวยอารมณ์ คือ โสมนสฺสสหคตํ และ อุเปกฺขาสหคตํ
            โสมนสุสสหคตํ แปลว่า เกิดพร้อมด้วยความยินดีมาก มีความปีติ อิ่มเอิบใจ
            อุเปกขาสหคต์ แปลว่า เกิดพร้อมด้วยความรู้สึกดีใจบ้างเพียงเล็กน้อย

    ๒. แสดงภาพธรรมที่จิตบางขณะประกอบด้วย ความเห็นผิด บางขณะก็มิได้ประกอบด้วยความเห็นผิด คือทิฏฐิคตสมฺปยุตฺตํ และ ทิฏฐิคตวิปปยุตตํ ทิฏฐิ แปลตามพยัญชนะว่า “ความเห็น” แต่เมื่อแปลโดยอรรถ คือ เนื้อความแห่งธรรมแล้ว ทิฏฐิในที่นี้ คือ ทิฏฐิเจตสิกที่ประกอบอยู่ในโลภมูลจิต อันเป็นอกุศลจิตฉะนั้น ทิฏฐิ จึงมีความหมายไปในทางไม่ดี คือ ย่อมมุ่งหมายถึง “มิจฉาทิฏฐิ” ที่จะนำไปสู่ มิจฉาทิฏฐิ ในมโนทุจริต (นิยตมิจฉาทิฏฐิ)
        ทิฏฐิคตสมปยุตตํ จึงมีความหมายว่า ประกอบด้วยความเห็นผิด
        ทิฏฐิคตวิปปยุตตํ หมายความว่า ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด จิตที่ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิดนี้ ไม่ได้หมายความว่า เป็นจิตที่มีความเห็นถูก เพียงแต่หมายถึงจิตที่เกิดขึ้นโดยไม่เกี่ยวข้องกับความเห็นผิดเท่านั้น

    ๓. แสดงสภาพธรรมของจิตที่เกิดขึ้น โดยกำลังแรงกล้า และกำลังอ่อนต้องมีการกระตุ้นชักจูง คือ อสงฺขาริกํ และสสงฺขาริกํ
        อสงฺขาริกํ แปลว่า เกิดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยการชักชวนจากผู้หนึ่งผู้ใด เป็นปุพพปโยค คือ ปรารภขึ้นมาก่อน
        สสงฺขาริกํ แปลว่า เกิดขึ้นโดยอาศัยมีสิ่งชักชวน หรือปรารภตามผู้อื่น การชักชวนที่เรียกว่า สสงฺขาริกํนั้น ก็คือสังขารที่แปลว่า ปรุงแต่งนั่นเอง

การปรุงแต่งหรือชักชวน มี ๓ ทาง

กายปโยค คือ การชักชวนโดยอาศัยกิริยาอาการทางกาย เช่น จูงมือ, ชี้มือ, กวักมือ, พยักหน้า, ขยิบตา เป็นต้น
วจีปโยค คือ การชักชวนด้วยวาจา เช่น พูดชักชวน, พูดหมิ่นประมาท, ยุยง, สรรเสริญ, ส่อเสียดให้เกิดมานะ เป็นต้น
มโนปโยค คือ การชักชวนตนเอง โดยอาศัยปลุกใจให้คิดถึงเรื่องราวที่จะทำให้เกิดความยินดีพอใจ เป็นต้น ที่ปรากฏชัดเจนในการเจริญสมถภาวนา หรือวิปัสสนาภาวนาต้องอาศัยมโนปโยคแน่นอน

วิธีการชักชวนดังกล่าวแล้ว ถ้าเป็นการชักชวนของผู้อื่นก็มีได้เพียง ๒ วิธี คือกายปโยค และวิปโยค แต่ถ้าเป็นตัวเองชักชวนตัวเองแล้ว ก็ย่อมกระทำได้ทั้ง ๓ วิธี คือ กายปโยค วจีปโยค และมโนปโยค

การจำแนกโลภมูลจิต ๘ เกิดพร้อมกับสภาพธรรม ๓ ประการ

๑. โลภมูลจิต ๘ โดยการเกิดพร้อมกับเวทนา จะประกอบด้วยอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ โสมนสุสสหคตํ ๔ (ยินดีมาก) , อุเปกขาสหคตํ ๔ (ยินดีเล็กน้อย)
๒. โลภมูลจิต ๘ โดยการเกิดที่ประกอบความเห็นผิดหรือไม่ประกอบความเห็นผิด คือ ทิฏฐิคตสมปยุตตํ ๔ ทิฏฐิคตวิปปยุตต์ ๔
๓. โลภมูลจิต ๘ โดยการเกิดขึ้นจากการปรุงแต่ง คือ อสงฺขาริกํ ๔, สสงฺขาริกํ ๔

เหตุที่เกิดโลภมูลจิต ๘ มี ๔ ประการ

๑. โลภปริวารกมุมปฏิสนฺธิกตา ปฏิสนธิมาด้วยกรรมที่มีความโลภเป็นบริวาร
๒. โลภอุสฺสนุนภวโต จวนตา จุติมาจากภพที่มีโลภะมาก
๓. อิฏฐารมุมณสมาโยโค ได้ประสบกับอารมณ์ที่ดีอยู่เสมอ
๔. อุสสาททสฺสนํ ได้เห็นสิ่งที่เป็นที่ชอบใจ

🔘 เหตุที่เกิดโลภโสมนัส (เกิดพร้อมด้วยความยินดีมาก)

๑. โสมนสฺสปฏิสนธิกตา มีปฏิสนธิพร้อมโสมนัสเวทนา
๒. อคมฺภีรปกติกา ไม่มีความสุขุมคัมภีรภาพ
๓. อิฏฐารมุมณสมาโยโค ได้ประสบกับอารมณ์ที่ดี
๔. พุยสนมุตฺติ พ้นจากความพินาศ ๕ ประการ
            ความพินาศ ๕ ประการ คือ...
            - ญาติพฺยสน ความพินาศแห่งญาติ
            - โภคพฺยสน ความพินาศแห่งทรัพย์สมบัติ
            - โรคพฺยสน ความพินาศแห่งโรคภัยเบียดเบียน
            - ทิฏฐิพฺยสน ความพินาศ เพราะความเห็นผิด
            - สีลพฺยสน ความพินาศ เพราะประพฤติผิดศีล

🔘 เหตุที่เกิดโลภอุเบกขา (เกิดพร้อมด้วยความยินดีเล็กน้อย)

    ๑. อุเปกขาปฏิสนธิกตา มีปฏิสนธิจิตพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา
    ๒. คมฺภีรปกติกา มีความสุขุมคัมภีรภาพ
    ๓. มชุมตตารมุมณสมาโยโค ได้ประสบกับอารมณ์ที่ปานกลาง
    ๔. พฺยสนมุตฺติ พ้นจากความพินาศ ๕ ประการ (เหมือนกับของโลภโสมนัส)
    ๕. มูคธาตุกตา มีสันดานเป็นคนใบ้


🔘 เหตุให้เกิดทิฏฐิดตสัมปยุต (มีความเห็นผิดประกอบด้วย)

    ๑. ทิฏฐิชฺฌาสยตา มีความเห็นผิดเป็นอัธยาศัย
    ๒. ทิฏฐิวิปฺปนฺนปุคคลเสวนตา ชอบคบหากับบุรุษผู้มีความเห็นผิด
    ๓. สทฺธมฺมวิมุขตา ไม่ได้ศึกษาพระสัทธรรม
    ๔. มิจฺฉาวิตกฺกพหุลตา ชอบคิดแต่เรื่องที่ผิด ๆ
    ๕. อโยนิโส อุมุมชุชนํ ไม่พิจารณาโดยแยบคาย

🔘 เหตุให้เกิดทิฏฐิดวิปปยุต (ไม่มีความเห็นผิดประกอบด้วย)

    ๑. สสฺสตอุจฺเฉททิฏฐิอนชฺฌาสยตา ไม่มีสัสตทิฏฐิ และ อุจเฉททิฏฐิเป็นอัธยาศัยมาแต่อดีตชาติ
    ๒. ทิฏฐิวิปปนฺนปุคฺคลอเสวน ไม่คบหาสมาคมกับคนมิจฉาทิฏฐิ
    ๓. สทฺธมฺมสมฺมุขตา มุ่งหน้าเข้าหาพระสัทธรรม
    ๔. สมฺมาวิตกฺกพหุลตา ชอบคิดแต่เรื่องที่ถูกที่ชอบ
    ๕. อโยนิโส น อุมมุชฺชนํ ไม่จมฝังอยู่แต่ในความพิจารณาที่ไม่แยบคาย

🔘 เหตุให้เกิดอกุศลอสังขาริก (ไม่ต้องมีสิ่งกระตุ้นชักจูง)

    ๑. อสงฺขาริกกมุมชนิตปฏิสนฺธิกตา มีปฏิสนธิจิตเกิดจากอสังขาริก
    ๒. กลลกายจิตฺตตา มีความสุขกายสบายใจ
    ๓. สีตุณหาทีนํ ขมนพหุลตา มีความอดทนต่อความเย็นร้อน เป็นต้น จนเคยชิน
    ๔. กตฺตพฺพกมเมสุ ทิฏฐานิสํสตา เคยเห็นผลในการงานที่จะพึงกระทำ
    ๕. กมฺเมสุจิณฺณวสิตา มีความชำนาญในการงานที่ทำ
    ๖. อุตุโภชนาทิสปปายลาโภ ได้รับอากาศและอาหารดี เป็นต้น

🔘 เหตุให้เกิดอกุศลสสังขาริก (ต้องมีสิ่งกระตุ้นชักจูง)

๑. สสงฺขาริกกมุมชนิตปฏิสนฺธิกตา มีปฏิสนธิจิตเกิดจากสสังขาริก
๒. อกลลกายจิตฺตตา ไม่มีความสุขกายสบายใจ
๓. สีตุณฺหาที่นํ อขมนพหุลตา ไม่มีความอดทนต่อความร้อนและเย็นเป็นต้น
๔. อกตฺตพฺพกมุเมสุ ทิฏฐานิสํสตา ไม่เคยเห็นผลในการงานที่จะกระทำ
๕. กมฺเมสุ อจิณณวสิตา ไม่มีความชำนาญในการทำงาน
๖. อุตุโภชนาทิอสปฺปายลาโภ ไม่ได้รับอากาศและอาหารที่ดี เป็นต้น


 🙏 ผลที่เกิดจากโลภมูลจิต 🙏

โลภมูลจิต เป็นจิตที่สร้างเหตุโลภ คือ ความอยากได้ หรือความปรารถนาในอารมณ์ที่น่ายินดีพอใจ เมื่อสร้างเหตุขึ้นแล้ว ผลก็ย่อมจะต้องปรากฏขึ้น เพราะอาศัยเหตุนั้นเป็นธรรมดา และผลที่จะเกิดขึ้น เพราะอาศัยเหตุโลภ หรือผลที่เกิดจากโลภมูลจิตนั้น ท่านแสดงว่า สมัยใด มนุษย์มีสันดานมากไปด้วยความโลภ สมัยนั้น ย่อมเกิดทุพพิกขนตราย คือ อันตรายที่เกิดจากความแร้นแค้น ข้าวยากหมากแพง เป็นเหตุให้ความหิวโหย อดอยากเข้าครอบงำ จนพากันล้มตายลงเป็นอันมาก สรรพทุกข์ต่าง ๆ จะปรากฏแก่ มหาชนอย่างหาประมาณมิได้ นี้เป็นผลปัจจุบัน ที่เกิดจากอำนาจของโลภมูลจิต แต่สำหรับผลที่เกิดจากโลภะในอนาคตนั้น มีแสดงว่า เยภุยฺยเยน หิ สตฺตา ตณฺหาย เปตฺติวิสยํ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ สัตว์ทั้งหลายโดยมาก ย่อมไปเกิดเป็นเปรตบ้าง เป็นอสุรกายบ้าง ตามอำนาจแห่งโลภะอันมีความอยากได้เป็นมูลฐาน

อนึ่ง โลภมูลจิตนี้ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ หมายถึง ทุกขสัจจะ เกิดขึ้นได้ เพราะอาศัยสมุทยสัจจะ เป็นเหตุ คือ > โลภะ ในชาติอดีตได้ทำกรรมในอดีต เป็นเหตุให้ ชาติทุกข์, ชราทุกข์, มรณทุกข์ จึงเกิดขึ้น เป็นผล
> โลภะ ในปัจจุบัน คือ ความหวัง ความต้องการ, ความอยากได้ กามคุณอารมณ์เป็นเหตุ โสกะ, ปริเทวะ, โทมนัส, อุปายาส จึงปรากฏขึ้น เป็นผล