สีลานุสสติกถา

วิธีเจริญสีลานุสสติกัมมัฏฐาน

(๑๕๘) ก็แหละ อันโยคีบุคคลผู้มีความประสงค์เพื่อจะเจริญสีลานุสสติกัมมัฏฐาน ไปในที่ลับหลีกเร้นการปลีกตัวไปอยู่ในที่สงบสงัดเพื่อเจริญสมาธิภาวนาอยู่ ณ เสนาสนะที่อยู่อาศัย ที่นอน และที่นั่งสำหรับภิกษุสงฆ์อันสมควร พึงระลึกเนือง ๆ ถึงศีลทั้งหลายของตน ด้วยสามารถแห่งคุณมีความเป็นศีลไม่ขาดเป็นต้น อย่างนี้ : โอหนอ ! ศีลทั้งหลายของเรา

  1. อขณฺฑานิ เป็นศีลไม่ขาด
  2. อจุฉิททานิ เป็นศีลไม่ทะลุ
  3. อสพลานิ เป็นศีลไม่ด่าง
  4. อกมฺมาสานิ เป็นศีลไม่พร้อย
  5. ภุชิสฺสานิ เป็นศีลที่เป็นไทย
  6. วิญฺญูปปสตฺถานิ เป็นศีลอันผู้รู้สรรเสริญ
  7. อปรามฏฺฐานิ เป็นศีลอันตัณหาและทิฏฐิไม่แตะต้อง
  8. สมาธิส่วตฺตนิกานิ เป็นศีลที่ยังสมาธิให้บังเกิดได้

แหละศีลเหล่านั้น คฤหัสถ์พึงระลึกถึงศีลทั้งหลายของคฤหัสถ์ บรรพชิตพึงระลึกถึงศีลทั้งหลายของบรรพชิต

อธิบายคุณลักษณะของศีล ๘ อย่าง

ศีลทั้งหลายจะเป็นศีลของคฤหัสถ์หรือศีลของบรรพชิตก็ตาม ศีลเหล่าใดในเบื้องต้นหรือเบื้องปลาย แม้สิกขาบทข้อบัญญัติ ข้อปฏิบัติ หรือข้อศีลที่ต้องศึกษาและปฏิบัติเดียวก็ไม่มีขาด ศีลเหล่านั้นเป็นศีลไม่ขาดเหมือนผ้าที่ขาดตรงชาย ฉะนั้นจึงชื่อว่า อขณฺฑานิ เป็นศีลไม่ขาด

ศีลเหล่าใดตอนกลางแม้สิกขาบทข้อบัญญัติ ข้อปฏิบัติ หรือข้อศีลที่ต้องศึกษาและปฏิบัติเดียวก็ไม่มีขาด ศีลเหล่านั้นเป็นศีลไม่ทะลุเหมือนผ้าที่ทะลุตรงกลางผืน ฉะนั้นจึงชื่อว่า อจุฉิททานิ เป็นศีลไม่ทะลุ

ศีลเหล่าใด ไม่มีขาดไปตามลำดับ ๒ สิกขาบทข้อบัญญัติ ข้อปฏิบัติ หรือข้อศีลที่ต้องศึกษาและปฏิบัติบ้าง ๓ สิกขาบทข้อบัญญัติ ข้อปฏิบัติ หรือข้อศีลที่ต้องศึกษาและปฏิบัติบ้าง ศีลเหล่านั้นเป็นศีลไม่ด่าง เหมือนแม่โคมีสีตัวด่างดำหรือด่างแดงอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยสีที่ตัดกัน มีสัณฐานยาวและกลมเป็นต้น ซึ่งผุดขึ้นตรงหลังหรือตรงท้อง ฉะนั้นจึงชื่อว่า อสพลานิ เป็นศีลไม่ด่าง

ศีลเหล่าใด ไม่มีขาดเป็นระหว่าง ๆ ศีลเหล่านั้นเป็นศีลไม่พร้อย เหมือนแม่โคมีลายเป็นจุด ๆ ตัดสีกัน ฉะนั้นจึงชื่อว่า อกมฺมาสานิ เป็นศีลไม่พร้อย

อีกประการหนึ่ง ว่าโดยที่ไม่แปลกกัน ศีลทั้งหลายแม้ทุก ๆ ประเภท ชื่อว่าเป็นศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นศีลไม่ถูกทำลาย ด้วยเมถุนสังโยคการพัวพันหรือความยินดีในกามคุณและเพศสัมพันธ์ ๗ ประการ ๗ อย่าง และบาปธรรมทั้งหลายมีความโกรธและความผูกโกรธเป็นต้น

ศีลทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแล ชื่อว่า ภุชิสฺสานิ เพราะทำความเป็นไทย โดยปลดเปลื้องออกจากความเป็นทาสแห่งตัณหา

ชื่อว่า วิญฺญูปปสตฺถานิ เพราะเป็นศีลอันวิญญูชนผู้รู้, ผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด รู้จักเหตุและผลทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นสรรเสริญแล้ว

ชื่อว่า อปรามฏฺฐานิ เพราะเป็นศีลอันตัณหาและทิฏฐิทั้งหลายมิได้แตะต้อง หรือเพราะเป็นศีลอันใคร ๆ ไม่พึงกล้าที่จะปรามาสว่านี้โทษในศีลทั้งหลายของท่าน

ชื่อว่า สมาธิส่วตฺตนิกานิ เพราะเหตุที่เป็นศีลยังอุปจารสมาธิสมาธิเฉียดหรือจวนจะเข้าถึงฌาน เป็นขั้นสมาธิที่ข่มนิวรณ์ได้หรืออัปปนาสมาธิขั้นแนบแน่น หรือระดับฌานที่จิตดิ่งสนิทในอารมณ์เดียวสมาธิให้บังเกิดได้ แหละหรือแม้ยังมรรคสมาธิและผลสมาธิให้บังเกิดก็ได้ด้วย

องค์ฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูง ๔ เกิด 

(๑๕๙) เมื่อโยคีบุคคลระลึกอยู่เนือง ๆ ถึงศีลทั้งหลายของตน ด้วยอำนาจแห่งคุณมีความเป็นศีลไม่ขาดเป็นต้นอย่างนี้ สมัยนั้น จิตของเธอก็จะไม่ถูกราคะความกำหนัดยินดี ความติดใจใคร่ในกามารมณ์รบกวน จะไม่ถูกโทสะความโกรธ, ความขัดเคืองใจ, ความคิดประทุษร้ายรบกวน จะไม่ถูกโมหะความหลง ความไม่รู้จริงตามสภาวธรรม อวิชชารบกวน สมัยนั้น จิตของเธอก็จะปรารภตรงดิ่งถึงศีลโดยเฉพาะด้วยประการฉะนี้ องค์ฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูงทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นแก่เธอผู้ข่มนิวรณ์สิ่งที่กั้นจิต ขัดขวางจิตไม่ให้บรรลุความดีหรือสมาธิปัญญาได้แล้วในขณะเดียวกันโดยนัยก่อนนั่นแล

แต่เพราะเหตุที่คุณของศีลทั้งหลายเป็นสภาพที่ล้ำลึกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่โยคีบุคคลน้อมจิตไปในอันระลึกถึงคุณอย่างนานาประการอย่างหนึ่ง ฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูงจึงไม่ขึ้นถึงขั้นอัปปนาสมาธิขั้นแนบแน่น หรือระดับฌานที่จิตดิ่งสนิทในอารมณ์เดียวถึงเพียงขั้นอุปจาระสมาธิเฉียดหรือใกล้จะถึงขั้นฌานแน่วแน่ (อัปปนา)เท่านั้น ฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูงนี้นั้นถึงซึ่งอันนับว่า สีลานุสสติการตามระลึกถึงคุณความบริสุทธิ์แห่งศีลของตนเป็นอารมณ์กรรมฐานฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูง เพราะเหตุที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจการระลึกถึงคุณของศีลนั่นแล


อานิสงส์ผลประโยชน์ ผลดี หรือคุณค่าที่ได้รับจากการกระทำความดีการเจริญสีลานุสสติการตามระลึกถึงคุณความบริสุทธิ์แห่งศีลของตนเป็นอารมณ์กรรมฐานกัมมัฏฐาน

ก็แหละ ภิกษุผู้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งสีลานุสสติการตามระลึกถึงคุณความบริสุทธิ์แห่งศีลของตนเป็นอารมณ์กรรมฐานกัมมัฏฐานนี้ ย่อมเป็นผู้มีความเคารพในสิกขาข้อปฏิบัติที่ต้องศึกษาฝึกฝนอบรมกาย วาจา ใจ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นผู้มีความประพฤติเข้ากันได้กับสิกขาข้อปฏิบัติที่ต้องศึกษาฝึกฝนอบรมกาย วาจา ใจ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นผู้ไม่ประมาทในการปฏิสันถารการต้อนรับ การสงเคราะห์ต้อนรับด้วยอามิสหรือด้วยธรรม เป็นผู้หลีกเว้นจากภัยมีการตำหนิตนเองเป็นต้น เป็นผู้มองเห็นภัยในโทษอันเล็กน้อย ย่อมได้บรรลุถึงซึ่งความไพบูลย์ ด้วยคุณธรรมมีศรัทธาเป็นต้น เป็นผู้มากล้นด้วยปีติและปราโมทย์ความบันเทิงใจ รื่นเริงใจอย่างยิ่ง ก็แหละเมื่อไม่ได้แทงตลอดคุณวิเศษธรรมวิเศษอันยิ่ง เช่น สมาธิ ฌาน อภิญญา มรรคและผลยิ่ง ๆ ขึ้นไป (ในชาติความเกิด, การบังเกิดขึ้นของขันธ์หรือธรรมทั้งหลายนี้) ก็ย่อมจะเป็นผู้มีสุคติทางไปหรือภพภูมิที่เกิดอันมีความสุข เช่น มนุษยโลก เทวโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า

เพราะเหตุฉะนั้นแล โยคาวจรผู้พากเพียรปฏิบัติธรรม, ผู้ประกอบความเพียรในการเจริญภาวนาบุคคลผู้มีปัญญาดี พึงบำเพ็ญความไม่ประมาทการมีสติกำกับตัวอยู่เสมอ, การไม่ปล่อยปละละเลยในการทำความดีในสีลานุสสติการตามระลึกถึงคุณความบริสุทธิ์แห่งศีลของตนเป็นอารมณ์กรรมฐานภาวนาการทำให้มีขึ้นทำให้เจริญขึ้น, การอบรมจิตใจและการเจริญปัญญา ซึ่งมีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ดังพรรณนามานี้ ในกาลทุกเมื่อ เทอญ

กถามุขพิสดารในสีลานุสสติการตามระลึกถึงคุณความบริสุทธิ์แห่งศีลของตนเป็นอารมณ์กรรมฐานกัมมัฏฐาน ยุติลงเพียงเท่านี้

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

๕. อสุภะ ๑๐

๔. กสิณ ๑๐

๖. อนุสสติ ๑๐