จาคานุสสติกถา

วิธีเจริญจาคานุสสติกัมมัฏฐานอารมณ์กรรมฐานที่กำหนดระลึกถึงการสละและการบริจาคทานของตน

(๑๖๐) ก็แหละ อันโยคีบุคคลผู้มีความประสงค์เพื่อจะเจริญจาคานุสสติกัมมัฏฐานอารมณ์กรรมฐานที่กำหนดระลึกถึงการสละและการบริจาคทานของตน พึงเป็นผู้น้อมใจไปในการบริจาคเป็นปกติ มีทานและการแบ่งปันดำเนินไปอยู่เป็นประจำ แหละหรือเมื่อจะเริ่มภาวนาการทำให้มีขึ้นทำให้เจริญขึ้น, การอบรมจิตใจและการเจริญปัญญาพึงทำการสมาทานการถือเอาเป็นข้อปฏิบัติ, การน้อมนำธรรมไปปฏิบัติไว้ว่า บัดนี้ นับจำเดิมแต่นี้ ครั้น ปฏิคาหกผู้รับของทำบุญหรือรับทานมีอยู่ยังมิได้ให้ทานแม้อย่างน้อยเพียงคำข้าวคำหนึ่งแล้ว เราจักไม่ยอมบริโภค ครั้นแล้วพึงให้ทานตามสัตติกำลัง, ความสามารถ ตามกำลังในปฏิคาหกผู้รับของทำบุญหรือรับทานผู้ประเสริฐโดยคุณทั้งหลายในวันนั้น ถือเอานิมิตในทานนั้นแล้วไปในที่ลับหลีกเร้นการปลีกตัวไปอยู่ในที่สงบสงัดเพื่อเจริญสมาธิภาวนาอยู่ ณ เสนาสนะที่อยู่อาศัย ที่นอน และที่นั่งสำหรับภิกษุสงฆ์อันสมควร พึงระลึกเนือง ๆ ถึงการบริจาคของตน ด้วยสามารผู้ขัดขวางความดี เครื่องเหนี่ยวรั้งจิตใจให้ตกอยู่ในอำนาจกิเลสและวัฏฏะถแห่งคุณมีความเป็นผู้ปราศจากมลทินความมัวหมอง, กิเลสหรือสิ่งเศร้าหมองที่เกาะกุมจิตใจและ ความตระหนี่เป็นต้นอย่างนี้ว่า

ในเมื่อประชาชนถูกความตระหนี่และมลทินความมัวหมอง, กิเลสหรือสิ่งเศร้าหมองที่เกาะกุมจิตใจครอบงำอยู่ การที่เราเป็นผู้มีใจ ปราศจากมลทินความมัวหมอง, กิเลสหรือสิ่งเศร้าหมองที่เกาะกุมจิตใจและความตระหนี่อยู่ เป็นผู้มีการเสียสละอย่างเด็ดขาด เป็นผู้มี มืออันสะอาด เป็นผู้ยินดีในการเสียสละ เป็นผู้ควรในการขอ เป็นผู้ยินดีในทาน และการแบ่งปัน นั้นนับว่าเป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ ฉะนี้

อธิบายคุณลักษณะของการบริจาค

ในบรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ลาภา วต เม แปลว่า เป็นลาภของเราหนอ อธิบาย ว่า ลาภทั้งหลายของทายกผู้ให้ทาน หรือผู้ถวายจตุปัจจัยเหล่านี้ใด ที่พระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญไว้โดยนัย ทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ คือ ก็แหละ ทายกผู้ให้ทาน หรือผู้ถวายจตุปัจจัยครั้นให้อายุเป็นทานแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วน แห่งอายุอันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์ ดังนี้อย่างหนึ่ง คือ ทายกผู้ให้ทาน หรือผู้ถวายจตุปัจจัยให้ทานย่อมเป็น ที่รัก คนทั้งหลายเป็นอันมากชอบคบเขา ดังนี้อย่างหนึ่ง คือ เมื่อทายกผู้ให้ทาน หรือผู้ถวายจตุปัจจัยดำเนินตาม ธรรมของสัตบุรุษคนดี, คนสงบระงับ, ผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมทั้งหลายให้ทานอยู่ย่อมเป็นที่รัก ดังนี้อย่างหนึ่ง ลาภเหล่านั้นเป็น ส่วนของเราโดยแน่แท้

คำว่า สุลทฺธ์ วต เม แปลว่า เราได้ดีแล้วหนอ อธิบายว่า คำสั่งสอนหรือความเป็นมนุษย์ที่เราได้แล้วนี้อันใด สิ่งนั้นเป็นอันเราได้ดีแล้วหนอ เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุที่ในเมื่อประชาชนถูกความตระหนี่และมลทินความมัวหมอง, กิเลสหรือสิ่งเศร้าหมองที่เกาะกุมจิตใจครอบงำอยู่ เรานั้นเป็นผู้มีใจปราศจากมลทินความมัวหมอง, กิเลสหรือสิ่งเศร้าหมองที่เกาะกุมจิตใจและความตระหนี่อยู่ เป็นผู้มีการสละอย่างเด็ดขาด เป็นผู้มีมืออันสะอาด เป็นผู้ยินดีในการเสียสละ เป็นผู้ยินดีในการขอ เป็นผู้ยินดีใน ทานและการแบ่งปัน

ในคำเหล่านั้น คำว่า ถูกความตระหนี่และมลทินความมัวหมอง, กิเลสหรือสิ่งเศร้าหมองที่เกาะกุมจิตใจครอบงำ คือถูกความ ตระหนี่และมลทินความมัวหมอง, กิเลสหรือสิ่งเศร้าหมองที่เกาะกุมจิตใจครอบครอง สัตว์ทั้งหลายเรียกว่า ปชา ด้วยอำนาจที่บังเกิดมาด้วยกรรม เพราะเหตุนั้น ความหมายในบทว่า ปชาย ดังนี้ คือ ในสัตว์ทั้งหลาย ผู้อันความตระหนี่และมลทินความมัวหมอง, กิเลสหรือสิ่งเศร้าหมองที่เกาะกุมจิตใจอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาธรรมดำอกุศลธรรม, กรรมชั่ว, ฝ่ายบาปทั้งหลายอันประทุษร้าย ความผุดผ่องของจิต ซึ่งมีลักษณะกีดกันความเป็นสาธารณะแก่ผู้อื่นแห่งสมบัติของ ตนครอบงำแล้ว

คำว่า ปราศจากมลทินความมัวหมอง, กิเลสหรือสิ่งเศร้าหมองที่เกาะกุมจิตใจและความตระหนี่ ความว่า ชื่อว่า ปราศจากมลทินความมัวหมอง, กิเลสหรือสิ่งเศร้าหมองที่เกาะกุมจิตใจ และความตระหนี่ เพราะเหตุที่มลทินความมัวหมอง, กิเลสหรือสิ่งเศร้าหมองที่เกาะกุมจิตใจทั้งหลายมีราคะความกำหนัดยินดี ความติดใจใคร่ในกามารมณ์และโทสะความโกรธ, ความขัดเคืองใจ, ความคิดประทุษร้ายเป็นต้นแม้อื่น ๆ และ ความตระหนี่ปราศไปแล้ว

คำว่า เป็นผู้มีจิต...อยู่ ความว่า เป็นผู้มีจิตอันมี ประการตามที่กล่าวแล้วอยู่ ส่วนในพระสูตรทั้งหลายตรัสว่า เราอยู่ครองเรือน ฉะนี้ ก็เพราะทรงแสดงโดยทำนองแห่งธรรมเป็นเครื่องอยู่อาศัย ในเมื่อเจ้ามหานามศากยะ ผู้โสดาบันกราบทูลถามถึงธรรมเป็นเครื่องอยู่อาศัย ในคำนั้น มีอรรถาธิบายว่า เราอยู่ครอบงำอุปกิเลสธรรมเครื่องเศร้าหมอง เครื่องทำจิตให้มัวหมองและเป็นอุปสรรคต่อสมาธิ

คำว่า เป็นผู้มีการสละอย่างเด็ดขาด ความว่า เป็นผู้มีการสละอย่างปล่อยเลย

คำว่า เป็นผู้มีมืออันสะอาด ความว่า เป็นผู้มีมืออันบริสุทธิ์ อธิบายว่า เป็น ผู้มีมืออันล้างแล้วอยู่ตลอดกาล เพื่อให้เครื่องไทยธรรมสิ่งของอันเป็นของสำหรับให้ทานแก่อนุเคราะห์บุคคลอื่นเป็นทานด้วยมือของตนโดย ความเคารพ

คำว่า เป็นผู้ยินดีในการเสียสละ ความว่า การสละให้ เรียกว่าการ เสียสละ ได้แก่บริจาค ชื่อว่า เป็นผู้ยินดีในการเสียสละ เพราะอรรถว่า เป็นผู้ ยินดีในการเสียสละนั้น ด้วยสามารผู้ขัดขวางความดี เครื่องเหนี่ยวรั้งจิตใจให้ตกอยู่ในอำนาจกิเลสและวัฏฏะถที่ประกอบอย่างติดต่อกันไป

คำว่า เป็นผู้ควร ในการขอ ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ควรในการขอ เพราะคนอื่นขอสิ่งใด ๆ ก็ให้สิ่งนั้น ๆ ปาฐะว่า ยาชโยโคผู้ประกอบด้วยการบูชา หรือผู้ขวนขวายในการให้ทานอยู่เป็นนิตย์ ก็มี หมายความว่า เป็นผู้ประกอบด้วยยาชะ กล่าวคือการบูชา

คำว่า เป็นผู้ยินดีในทานและการแบ่งปัน ความว่า เป็นผู้ยินดีในทานด้วย เป็นผู้ยินดี ในการแบ่งปันด้วย อธิบายว่า โยคีบุคคลย่อมระลึกเนือง ๆ อย่างนี้ว่า เราแหละย่อม ให้ทานด้วย ย่อมทำการแบ่งปันแม้จากสิ่งที่ตนจะพึงบริโภคด้วย เป็นผู้ยินดีในทาน และการแบ่งปันทั้ง ๒ นี้ด้วยนั่นเทียว ๑

คำว่า ให้ทาน กับคำว่า บูชา ความหมายเหมือนกัน บทว่า ยาชโยโคผู้ประกอบด้วยการบูชา หรือผู้ขวนขวายในการให้ทานอยู่เป็นนิตย์ ที่แปลว่า ผู้ประกอบด้วยการบูชา ก็คือ ผู้ประกอบด้วยทาน หมายความว่า ประกอบอยู่กับทานในกาลทุกเมื่อ


องค์ฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูง ๔ เกิด

[๑๖๑) เมื่อโยคีบุคคลนั้นระลึกอยู่เนือง ๆ ถึงการบริจาคของตน ด้วยอำนาจ แห่งคุณมีความเป็นผู้มีใจปราศจากมลทินความมัวหมอง, กิเลสหรือสิ่งเศร้าหมองที่เกาะกุมจิตใจและความตระหนี่เป็นต้นอย่างนี้สมัยนั้น จิต ของเธอก็จะไม่ถูกราคะความกำหนัดยินดี ความติดใจใคร่ในกามารมณ์รบกวน จะไม่ถูกโทสะความโกรธ, ความขัดเคืองใจ, ความคิดประทุษร้ายรบกวน จะไม่ถูกโมหะความหลง ความไม่รู้จริงตามสภาวธรรม อวิชชารบกวน สมัยนั้น จิต ของเธอก็จะปรารภตรงดิ่งถึงการบริจาค ด้วยประการฉะนี้ องค์ฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูงทั้งหลายย่อมเกิด ขึ้นแก่เธอผู้ข่มนิวรณ์สิ่งที่กั้นจิต ขัดขวางจิตไม่ให้บรรลุความดีหรือสมาธิปัญญาได้แล้วในขณะเดียวกัน โดยนัยก่อนนั่นแล

แต่โดยเหตุที่คุณแห่งการบริจาคทั้งหลายเป็นสภาพล้ำลึกอย่างหนึ่ง โดยเหตุที่ โยคีบุคคลน้อมจิตไปในอันระลึกถึงคุณแห่งการบริจาคอย่างนานาประการอย่างหนึ่ง ฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูงจึงไม่ขึ้นถึงขั้นอัปปนาสมาธิขั้นแนบแน่น หรือระดับฌานที่จิตดิ่งสนิทในอารมณ์เดียว ขึ้นถึงเพียงขั้นอุปจาระสมาธิเฉียดหรือใกล้จะถึงขั้นฌานแน่วแน่ (อัปปนา)เท่านั้น ฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูงนี้นั้น ย่อมถึงซึ่งอัน นับว่า จาคานุสสติฌานภาวะจิตที่สงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว เป็นสมาธิระดับสูง เพราะเหตุที่บังเกิดด้วยอำนาจการระลึกถึงคุณแห่งการบริจาค นั่นแล

อานิสงส์ผลประโยชน์ ผลดี หรือคุณค่าที่ได้รับจากการกระทำความดีการเจริญจาคานุสสติกัมมัฏฐานอารมณ์กรรมฐานที่กำหนดระลึกถึงการสละและการบริจาคทานของตน

ก็แหละ ภิกษุโยคีบุคคลผู้ประกอบเนือง ๆ อยู่ซึ่งจาคานุสสติกัมมัฏฐานอารมณ์กรรมฐานที่กำหนดระลึกถึงการสละและการบริจาคทานของตน ย่อม เป็นผู้น้อมจิตไปในการบริจาคโดยประมาณยิ่ง เป็นผู้มีอัชฌาสัยไม่โลภ เป็นผู้มีปกติ กระทำอันสมควรแก่เมตตาภาวนาการทำให้มีขึ้นทำให้เจริญขึ้น, การอบรมจิตใจและการเจริญปัญญา เป็นผู้องอาจแกล้วกล้า เป็นผู้มากล้นไปด้วยปีติ และปราโมทย์ความบันเทิงใจ รื่นเริงใจอย่างยิ่ง ก็แหละ เมื่อไม่อาจแทงตลอดซึ่งคุณวิเศษธรรมวิเศษอันยิ่ง เช่น สมาธิ ฌาน อภิญญา มรรคและผลยิ่ง ๆ ขึ้นไป (ในชาติความเกิด, การบังเกิดขึ้นของขันธ์หรือธรรมทั้งหลายนี้) ก็ จะเป็นผู้มีสุคติทางไปหรือภพภูมิที่เกิดอันมีความสุข เช่น มนุษยโลก เทวโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า

เพราะเหตุฉะนั้นแล โยคาวจรผู้พากเพียรปฏิบัติธรรม, ผู้ประกอบความเพียรในการเจริญภาวนาบุคคลผู้มีปัญญาดี พึง บำเพ็ญความไม่ประมาทการมีสติกำกับตัวอยู่เสมอ, การไม่ปล่อยปละละเลยในการทำความดีในจาคานุสสติภาวนาการทำให้มีขึ้นทำให้เจริญขึ้น, การอบรมจิตใจและการเจริญปัญญา ซึ่งมี อานุภาพอันยิ่งใหญ่ ดังพรรณนามานี้ ในกาลทุกเมื่อ เทอญ

กถามุขพิสดารในจาคานุสสติกัมมัฏฐานอารมณ์กรรมฐานที่กำหนดระลึกถึงการสละและการบริจาคทานของตน ยุติลงเพียงเท่านี้


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

๕. อสุภะ ๑๐

๔. กสิณ ๑๐

๖. อนุสสติ ๑๐