บทความ

ปฎิจจสมุปบานานาทัศนะ(หน้า๖)

รูปภาพ
ตัณหาเป็นทุกข์เพราะต้องแสวงหาวิ่งพล่านเพื่อจะแสวงหาอารมณ์เหมือนกับโจรต้องการเที่ยวไขว่คว้าสมบัติจึงเรียกว่า มีอาการเที่ยวแสวงหาเป็นทุกข์เป็นมูล อุปาทานมีอาการเที่ยวตามอารักขาเป็นมูล ทุกข์เพราะอารักขาเป็นมูล เพราะว่าเมื่อไขว่คว้าได้สมบัติเช่นนั้นแล้วก็ยึดถือว่าสมบัติเช่นนั้นเป็นของข้า ใครอื่นจะมาแย่งชิงต่อไปไม่ได้ มีความหวงแหนปรากฏขึ้น คำว่า " อุปะ " ในภาษาบาลีแปลว่า กระชั้นชิด หรือจวนแจ หรือแปลว่าใกล้ชิด หรือแปลว่ากระชับแน่น คำว่า " อาทานะ " แปลว่าถือเอาไว้ เหนี่ยวเอาไว้ ยึดเอาไว้ สนธิเข้าไปเป็นอุปาทานะ คืออาการที่เข้าไปเหนี่ยวรั้งอย่างกระชั้นชิด เหนี่ยวรั้งอย่างแน่นแฟ้น ชื่อว่าอุปาทาน ท่านจึงได้กล่าวว่าตัณหามีทุกข์เพราะแสวงหาเป็นมูล อุปาทานมีทุกข์เพราะตามอารักขาอารมณ์อันตัวได้มานั้นเป็นมูล ตัณหานั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อความมักน้อย อุปาทานนั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อความสันโดษ เป็นปฏิปักขธรรมกัน ถ้าเราถามว่าอะไรเป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตัณหา ? ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตัณหาคือความมักน้อย ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออุปาทานนั้นคือความสันโดษ องคธรรมทั้งสอง ความจริงก็เป็นโลภะอันเดียว แต่ท่าน...

ปฎิจจสมุปบาทนานาทัศนะ(หน้า๕)

รูปภาพ
ในปฏิจจสมุปปาณธรรมตามมติในนิกายเถรวาทเรานั้น มีภวะจักร อันเป็นตัวการอยู่ ๒ ตัวคือ อวิชชา ๑ ภวตัณหา ๑ ในภาเวตปธรรม ปหานตปธรรมที่พระองค์ทรงแสดงไว้ในอังคุตตรนิกาย จตุกนิบาตแสดงไว้ว่า ธรรมที่ควรกำหนดรู้ได้แก่อะไร ? ควรกำหนดรู้ได้แก่นาม ๑ รูป ๑ เข้าไปกำหนดรู้เท่าทัน ธรรมที่ควรละคืออะไร ? ปหานตัปกิจปหานตัปกิจคืออะไร ? นามรูปนี้เป็นปริญเญยกิจ ควรเข้าไปกำหนดให้รู้เท่า ปหานตัปกิจได้แก่  อวิชชา ๑ ภวตัณหา ๑ ควรแก่การเข้าไปละเข้าไปประหาร ธรรมที่เป็นสัมชิกาตัปปกิจควรเข้าไปทำให้แจ้งคืออะไร ? ได้แก่นิพพาน ธรรมที่ควรเข้าไปเจริญเป็นภาเวตปกิจอบรมให้มีขึ้นคืออะไร ? คือมัคมีองค์ ๘  เพราะฉะนั้นในที่นี้เราจะเห็นว่า พระองค์ทรงแสดงปฏิจจสมุปปาณธรรม ฉะนั้น รวบรัดคือมุ่งเอาคำว่า อวิชชากับภวตัณหา อวิชชากับภวตัณหานี้ท่านว่าเป็นนปุพโกติ นปุพโกติแปลว่า เบื้องต้นไม่ปรากฏ เราจะสืบสาวราวเรื่องไปต้นตอว่า อวิชชากับภวตัณหา นั้นมีปฐมเหตุอะไร เบื้องต้นมาจากไหนไม่ปรากฏ ท่านใช้ศัพท์ว่า นปุพโกติ ทำไมถึงเอาอวิชชากับภวตัณหาเป็นในทางเช่นเดียวกัน ? ความจริงก็เป็นอันเดียวกัน ภวตัณหาอันใดอวิชชาก็อันนั้น อวิชชาใด ภวตัณหาก็อ...

ปฎิจจสมุปบาทนานาทัศนะ (หน้า๔)

รูปภาพ
เพราะฉะนั้นถ้าเราพิจารณาปฏิจจสมุปบาทด้วยสายนิโรธวารแล้ว ก็ทำลายสัสสตทิฏฐิได้ อวิชชาดับ สังขารดับ, สังขารดับ วิญญาณดับ, เป็นลำดับ แล้วสัสสตทิฏฐิก็หายไป สัสสตทิฏฐิเกิดเพราะความหลงผิดว่าเกิดแล้วเป็นเที่ยง เกิดแล้วไม่มีดับอีก เมื่อมีเกิดย่อมมีดับ อย่างพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเราถือว่ามีเกิดขึ้น แต่ไม่ยอมให้ดับ เกิดแล้วเที่ยงไม่ได้ มันขัดกับหลักเหตุผล อันใดเกิด อันนั้นก็ต้องดับ เพราะฉะนั้นถ้าเราถือหลักปฏิจจสมุปบาทในสายนิโรธวารว่า อวิชชาดับ สังขารดับ เพราะฉะนั้นอันนี้มันก็ต้องดับ เมื่อรู้อย่างนี้ สัสสตทิฏฐิก็ดับ อุจเฉททิฏฐิหรือเรียกว่านัตถิกทิฏฐิ เพราะเห็นแต่ข้างดับ ไม่เห็นข้างเกิด สัสสตทิฏฐิเห็นแต่ข้างเกิด ไม่เห็นข้างดับ อุจเฉททิฏฐิเห็นแต่ข้างดับไม่เห็นข้างเกิด เห็นว่าดับหมด เอ ! ร่างกาย ก็ไม่มี ตายแล้วก็ศูนย์ แล้วก็แล้วกันไป แยกย้ายกันไปหมด ไม่เห็นข้างเกิด เพราะฉะนั้นถ้าเราพิจารณาปฏิจจสมุปบาทโดยสายสมุทัยวารเห็นว่าอวิชชาเกิด สังขารเกิดเป็นลำดับแล้ว ความหลงผิดที่นึกว่าตายแล้วแล้วกัน อันเป็นอุจเฉททิฏฐิกดับหายไป เพราะเหตุนั้นปฏิจจสมุปบาทจึงเป็นมัชฌิมาปฏิปทาอีกนัยหนึ่ง มัชฌิมาปฏิปทาโดยประการฉันใ...

ปฎิจจสมุปบาทนานาทัศนะ(หน้า๓)

รูปภาพ
ถ้าจะเปรียบในหลักปฏิจจสมุปบาทก็คล้ายกับไม้สามขาหย่าง ๓ อันผูกเข้าด้วยกัน แยกอันใดอันหนึ่งออกกตั้งเป็นขาหย่างไม่ได้ ต้องล้ม เพราะฉะนั้นปัจจัยแต่ละอัน ๆ ที่มาผูกด้วยกันแต่ละปัจจัยก็ยังอาศัยปัจจัยเกิดอีกเป็นชั้น ๆ ต่อไป ไม่ใช่ว่าอย่างอวิชชาสังขารตัณหาอุปาทานผูก อวิชชาก็ไม่ต้องเกิดจากปัจจัยชี ! อวิชชาก็เกิดจากปัจจัยเพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง แม้ธรรมที่ทำให้เกิดรูปก็ไม่เที่ยง" อย่านึกว่ารูปไม่เที่ยงแล้วธรรมที่จะทำให้เกิดรูปนั้นเที่ยงนะ ถ้าคิดอย่างนั้นเป็นสมบูรณภาพนิยม วิ่งเข้าหาลัทธิสมบูรณภาพนิยม ที่ถือว่าความไม่เที่ยงต้องมีรากฐานบนความเที่ยง ความไม่จริงต้องมีรากฐานบนความจริง ลัทธิคำสอนอย่างนี้เป็นสมบูรณภาพนิยม  พระพุทธศาสนาสอนอย่างนี้ "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณนี้ไม่เที่ยง แม้ธรรมที่ให้เกิดรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณก็ไม่เที่ยงไปด้วย" ไม่ใช่ว่ารูปเวทนาสัญญาสังขารไม่เที่ยงแล้วธรรมที่ทำให้เกิดรูปเวทนาสัญญาสังขารนั้นมันจะเป็นอันติมะ มันจะเที่ยงถ้าอย่างนั้นเป็นสมบูรณภาพนิยม เพราะลัทธิสมบูรณภาพนิยมนั้นจะต้องพยายามคิ...

๑.๘ ธรรมนิยาม

รูปภาพ
ธรรมนิยาม คือ หลักความจริงที่มีอยู่โดยธรรมดาตามที่ดำรงอยู่หรือเป็นไปของมันเอง พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นหรือไม่ มันก็มีก็เป็นไปของมันอยู่อย่างนั้นๆ (นิยามแปลว่ากำหนดอันแน่นอน) มี ๒ หมวดสำคัญ คือ ๑. ไตรลักษณ์ ๒. ปฏิจจสมุปบาท ถ้าจะเข้าใจไตรลักษณ์ให้ชัด ต้องลงให้ถึงปฏิจจสมุปบาท เช่น ที่ว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยงนั้น มันไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างเลื่อนลอย แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย จึงต้องศึกษาระบบความสัมพันธ์ของสิ่งทั้งหลาย  ข้อสังเกตที่สำคัญ (เทียบเคียงกับหลัก อริยสัจ ๔)  เมื่อขันธ์ ๕ เป็นไปตามปฏิจจสมุปบาท โดยมีลักษณะเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันจึงมีสภาพเป็นที่ตั้ง ที่ก่อตัวของทุกข์ หรือเป็นที่รวมไว้แห่งศักยภาพของการที่จะเป็นทุกข์ (เข้าใจว่าเพ่งที่ทุกข์ทางใจเป็นหลัก) ขันธ์  ๕  อันประกอบพร้อมด้วยความยึดมั่นถือมั่น (อุปาทานขันธ์  ๕ ) จึงเป็นความหมายของ ทุกขอริยสัจ  ปฏิจจสมุปบาท ถือเป็นความหมายของ สมุทัยอริยสัจ ดังที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทสมุทัยวาร นอกจากธรรมที่เป็นสังขตธรรมหรือสังขาร ก็ยังมีธรรมที่เป็นอสังขตธรรม ซึ่งพ้นเหนือปฏิจจสมุปบาท ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง จึงไม่เป็น อนิจจ...

ปฎิจจสมุปบาทนานาทัศนะ(หน้า๒)

รูปภาพ
คำว่า "ปัณณธรรม" นี้แหละในสมัยโบราณได้พัฒนาการมานานในรูปของคำว่าปัจจยุคปัณณธรรม คำนี้แหละมาจากในพระสูตรว่าปฏิจจสมุปปัณณธรรม มาถึงยุคพัฒนาทางอภิธรรม ศัพท์นี้ พระอาจารย์ก็ได้เขียนขึ้นว่าเป็นปัจจยุคปัณณธรรม คำที่เกิดจากปัจจัยคำนี้ ด้านในพระสูตรเรียกว่าปัณณธรรม เพราะฉะนั้นในปัฏฐานที่ท่านกล่าวว่าเป็นปัจจยธรรม ๑ ปัจจยะสมุปปัณณธรรม หรือปัจจยุคปัณณธรรม ๑ อันนี้มีแล้วในพระสูตร คือในคำว่าปาณธรรมกับปัณณธรรม ทั้ง ๒ คำนี้แตกต่างกันอย่างไร ?  ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจว่าอะไรที่เป็นปาณธรรม ธรรมอันอาศัยการเกิด ? ทำไมจึงเป็นธรรมอันอาศัยการเกิด ? เพราะว่าตามพุทธมติ สรรพสิ่งในโลกนี้ที่เป็นไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลยที่จะยืนอยู่ได้โดยเอกเทศ โดยตัวของมันเอง พุทธมติค้านเรื่องสมบูรณภาพนิยมไม่ว่าสมบูรณภาพนิยมนั้นจะปรากฏในรูปของวิญญาณ อันเป็นทิพย์ก็ดี หรือปรากฏในรูปของพระเจ้าอันเป็นทิพยสภาวะ เบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด ไม่ปรากฏ ก็ดี พระพุทธศาสนาคัดค้านทั้งสิ้น เพราะถือว่าสรรพสิ่งในโลกล้วนแต่อิงอาศัยกันเกิดทั้งนั้น ไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นได้โดด ๆ เดี่ยว ๆ โดยไม่ต้องแอบอิงอีกสิ่งหนึ่งสัมพันธ์กัน...

ปฎิจจสมุปบาทนานาทัศนะ(หน้า๑)

รูปภาพ
ปฎิจจสมุปบาทนานาทัศนะ  โดย นายเสถียร โพธินันทะ ก่อนที่จะพูดถึงปฏิจจสมุปบาทนี้ ได้โปรดทำความเข้าใจว่า หลักธรรมในพระพุทธศาสนามีจุดมุ่งหมายที่สูง และแตกต่างกับหลักปรัชญาของศาสนาพราหมณ์ ก็ตรงปฏิจจสมุปบาทนี้เอง เพราะว่าในนานาลัทธิของศาสนาพราหมณ์นั้นก็ดี หรือว่าในนานาลัทธิในภาคตะวันตกก็ดี หรือนานาลัทธิในภาคตะวันออกของโลกก็ดี ลัทธิเหล่านั้น ปรัชญาเหล่านั้นล้วนแต่มิได้สอนลักษณะธรรมะแบบปฏิจจสมุปบาทซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสอนมาทั้งสิ้น คือลัทธิเหล่านั้นอย่างเช่นศาสนาพราหมณ์เป็นต้น ศาสนาพราหมณ์นั้นถ้าเราตัดเรื่องพวกที่เป็นเปลือกออกเสียก็มีหลักปรัชญาที่สูงกว่า เช่น ในศาสนาพราหมณ์เขาก็สูงกว่าเช่นว่าปรัชญาที่เรียกกันว่าทัสสนะ ทัสสนะ ๖ ประการ อันประกอบด้วย วิมังสา เวดานตะ สังขยะ โยคะ ไวเสลีกะ นยายะ ทั้งลัทธิ ๖ ลัทธินี้เรียกว่าทัสสนะ หรือทัศนะ ๖ ประการ แต่ทั้ง ๖ ทัศนะนี้มีหลักใหญ่ใจความอันหนึ่งที่เหมือนกันก็คือสอนหลักสมบูรณภาพนิยม แม้ในปรัชญาทางตะวันตกก็เหมือนกัน เช่นว่า ปรัชญา ของยิวหรือของสปีโนชา พวกนี้ก็สอนหลักลัทธิสมบูรณภาพนิยมอีกเหมือนกัน หนีไม่พันหลักสมบูรณภาพนิยม อะไรที่เรียกว่าสมบูรณภาพนิยม ? ก็...